More servicesWindows Live
HomeHotmailSpacesOneCare
 
MSN
Sign in
 
 
Spaces home  (¯`·._.·[ รัตนาดิศรานุทิ...PhotosProfileFriendsMore Tools Explore the Spaces community
View space
รัชฎาภรณ์
View space
Aj.JAKKY
View space
ชุติมา สามาลา
View space
FiftyB_itchyme
View space
Ying?
View space
Tuk-ka-ta

(¯`·._.·[ รัตนาดิศรานุทิน ]·._.·´¯)

Welcome to my World !!!
August 14

บ้านหลังใหม่

หลังจากที่พักตัดสินใจอยู่นาน
ถึงความเป็นไปของ "รัตนาดิศรานุทิน" ใน MSN Space
ที่ปรากฏตัวบนโลกอินเตอร์เน็ตมานานกว่าปี
ว่าจะทำเช่นไรดี เมื่อมีหลายอย่างเริ่มติดขัด ขัดข้อง
ไม่เป็นไปอย่างที่ใจต้องการ...
 
จนกระทั่งได้รับคำแนะนำจากเพื่อนสนิท - Highwind
ที่ชักชวนให้ลองย้ายบ้านดู เผื่อว่าอะไรๆ มันจะดีขึ้นบ้าง
จนสุดท้ายก็ตกลงปลงใจว่า คงต้องย้ายบ้านกันจริงๆ
 
ก็อย่างที่บอกนั่นละว่า ตอนนี้ "รัตนาดิศรานุทิน" ได้ย้ายบ้านแล้ว
สำหรับเพื่อนที่เข้ามาใน Space นี้ ก็ไม่ต้องตกใจ
เพราะ "รัตนาดิศรานุทิน" ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ย้ายบ้านใหม่ เท่านั้นเอง...
 
ยินดีต้อนรับสู่บ้านหลังใหม่ ที่
 
 
ขอบคุณทุกคนที่ติดตาม แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนกันอยู่ตลอดนะครับ
August 05

๑ ปีที่ผ่านไป นาน...

 
นับตั้งแต่วันแรกที่ Space นี้ปรากฏตัวขึ้น บนโลกอินเตอร์เน็ต
มาถึงตอนนี้ ก็เกือบครบ ๑ ปีแล้ว
กับความคิด ความตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยมของเจ้าของ
ที่อยากจะใช้พื้นที่นี้ บันทึกเรื่องราวจังหวะอารมณ์
เก็บเอาความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลาเอาไว้
เป็นกล่องเก็บความทรงจำที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
ที่บางอย่างก็ติดตรึงฝังแน่นอยู่ภายในจิตใจ
ในขณะที่บางอย่าง กำลังจะลบเลือนหายไปตามกาลเวลา
 
หนึ่งปี...กับเส้นทางที่ยาวไกล
หนึ่งปี...กับหัวใจหมายเข้มแข็ง
หนึ่งปี...กับชีวิตที่เปลี่ยนแปลง
หนึ่งปี...กับเรี่ยวแรงที่ทุ่มเท
 
หนึ่งปี...ที่ฝันใฝ่ในความฝัน
หนึ่งปี...ที่ไหวหวั่นแอบว้าเหว่
หนึ่งปี...ที่เรรวนซมซวนเซ
หนึ่งปี...ที่ร่อนเร่พเนจร...
 
มันก็นานอยู่เหมือนกัน เมื่อคิดย้อนกลับไป เมื่อ ๑ ปีที่แล้ว
จำได้แม่น วันนั้นวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๔๙
ขณะที่นั่งอยู่ที่ห้องคอมพิวเตอร์ หอชาย
ท่องเว็บไปเรื่อยเปื่อยอย่างที่เคยทำเป็นประจำเมื่อว่าง
เข้าโน่น ออกนี่ ค้นนั่น ค้นนี่ จนกระทั่งได้รู้จัก MSN Space 
จาก Space ของเพื่อนสนิทคนหนึ่ง
เสียเวลาอยู่สักพัก เพื่อทำความรู้จักและเข้าใจ
กว่าจะใช้ฟังก์ชั่นที่ Space มีให้ได้อย่างที่ต้องการ...
 
จากความรู้สึกเรื่อยเปื่อย ว่างเปล่าในวันนั้น
เรื่องราวต่างๆ จึงเริ่มขึ้น ทีละเรื่อง จากภายในความรู้สึกลึกๆ
ทยอยสั่งสม เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ จากหนึ่งเป็นสอง
จากสองเป็นสาม แล้วกลายเป็นสี่, ห้า, หก,...
กระทั่งเมื่อมานับดูในวันนี้ ปาเข้าไปตั้งกว่า ๖๐ เรื่องแล้ว...
 
นึกตกใจอยู่ว่า...เอาเวลาจากไหนมาเขียนได้ขนาดนั้น...
 
เพราะ ความรู้สึก เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ทุกวัน
คงคล้ายกับความฝันที่เปลี่ยนแปลงได้ทุกคืน
ครั้นพอลืมตาตื่น หลายครั้งที่หลงลืมไปเสียสนิท
นี่แหละ ความรู้สึก
บางครั้งมันก็ล่องเรื่อย เอื่อยเฉื่อย มึนชา
เป็นผิวน้ำเมื่อลมสงบ ปราศจากคลื่นลมโกรกพัด
เรียบ เงาวับ คล้ายกับกระจกที่ฉาบหลังไว้ด้วยปรอททึบหนา
ด้านหน้าจึงสะท้อนภาพที่ส่องได้เฉียบคม ชัดเจน
แต่บางครั้ง ความรู้สึกที่มีมันก็ตรงกันข้าม
แทนที่จะสงบ กลับคลุ้มคลั่ง สับสน
กลายเป็นท้องทะเลครวญ โถมคลื่นซาซัดเข้ากระแทกฝั่ง
กระหน่ำซ้ำเป็นละลอก ตามจังหวะขึ้นลงของอารมณ์ในจิตใจ
สะท้อนแสงกระเจิงไปทุกทิศทาง จะมองภาพใดก็ไม่เห็นได้เลย
 
และเมื่อคลื่นลมนั้นคลายแรงลงไปเมื่อไร
ความสงบของผิวน้ำนั้นก็กลับคืนมาอีกครั้ง
วนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่อย่างนี้เรื่อยไป
ไม่มีวันใดที่ความรู้สึกจะหยุดพักได้เลย
แม้สักชั่วขณะวินาทีเดียวก็ตาม
 
เหตุผลจากความรู้สึก
มีอำนาจทั้งกระตุ้น ผลักดัน และแม้แต่ยับยั้งความคิด
คอยทำให้นึกครุ่นคิดถึงเรื่องราวต่างๆ อยู่เสมอ
ทุกเรื่องราวที่บันทึกอยู่ภายในพื้นทีแห่งนี้
จึงเป็นเสมือนตัวแทนความรู้สึก แทนจังหวะอารมณ์
รองรับความเป็นตัวตนที่แท้จริงของเจ้าของในแต่ละช่วงเวลา
แต่ละเรื่องที่ปรากฏ แต่ละความรู้สึกที่ซึมผ่านตัวอักษรแต่ละตัว
ล้วนเกิดจากผลึกที่กลั่นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
ละลายผ่านความทรงจำ แล้วปรากฏขึ้นมาทีละนิดจนเต็ม
จากหนึ่งความคิด ถ่ายทอดเป็นตัวอักษรทีละตัว กลายเป็นคำ
รวบรวมเป็นประโยค หนึ่งประโยค หลายประโยค
กระทั่งกลายเป็นเรื่องราว แตกต่าง หลากหลาย
ทั้งสุข ทุกข์ สดชื่น ซึมเซา เงียบเหงา ที่เด่นชัดขึ้น
จากต้น จนจบ หรือบางเรื่องอาจไม่มีตอนจบเลยก็เป็นได้...
 
 
 
อย่าหาว่าบ่นเพ้ออะไรเลย
ก็แค่คนอยากคิดอยากเขียน เท่านั้น
ไม่ได้คิดหวังอะไรมากไปกว่านี้เลย
เหนื่อยมาก็นาน ท้อแท้มาก็มาก
เคยทั้งสมหวัง ผิดหวัง ดีใจ ร้องไห้
เวลา ๑ ปีที่ผ่านเข้ามา แล้วผ่านออกไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เป็นแต่เพียงเครื่องหมายบอกหลักของชีวิตที่เดินทางผ่านมาเท่านั้น
ไม่มีใครรู้ว่าเส้นทางเส้นนี้จะยาวไกลไปอีกสักเท่าไร
จะคดเคี้ยว ดิ่ง ตรง หรือจะสิ้นสุดลงที่ตรงไหน อย่างไร
ไม่มีใครรู้เลย...
 
ถ้าจะขอเอาเวลาที่ยังเดินอยู่บนเส้นทางชีวิตเส้นนี้
เก็บเอาเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้า รวมทั้งทิวทัศน์ริมข้างทาง
มาบันทึกลงในพื้นที่แห่งนี้ ในกล่องความทรงจำใบนี้
ก็คงจะไม่ผิดอะไรมากไปละกระมัง...
 
 
 
 
 
 
 
 
July 31

จิ้งหรีด กับ หอยทาก

บนพื้นดินฉ่ำหลังฝนพรำได้ชั่วครู่

จิ้งหรีดตัวหนึ่งออกมากระโดดโลดเต้นอย่างร่าเริง

ดีใจหนักหนาที่ขาของมันกลับฟื้นคืนแข็งแรง

หลังจากที่ต้องหยุดพักหลบฝน ทนหนาวอยู่ในรูเป็นเวลาหลายชั่วโมง

 

เจ้าจิ้งหรีดภาคภูมิใจกับกำลังขาของมันมาก

แต่ละครั้งที่มันกระโดด ตัวมันจะลอยไกลออกไปได้อีกหนึ่งเมตร

เพียงแค่มันออกแรงน้อยนิด ดีดขาสักเปาะ

ร่างมันก็ลอยไปไกล หนึ่งเมตร สองเมตร จนถึงหลายเมตร

ไกลได้ตามที่ใจมันปรารถนา ด้วยเวลาชั่วครู่เท่านั้น

ไม่มีใครที่จะสู้มันได้เลย...นี่แหละที่มันภูมิใจนักหนา...

 

วันนี้ หลังจากออกมาสีปีกอยู่สักพัก พอปีกแห้ง

มันก็เหลือบไปเห็นสัตว์ชนิดหนึ่ง

เจ้าสัตว์ตัวน้อยนั้นแบกเอากล่องแหลมใบใหญ่ไว้บนตัว

แล้วค่อยๆ คลานขยับร่างของมันให้เคลื่อนที่ไปทีละนิดๆ

เชื่องช้า เอื่อยเฉื่อย ไร้แรงพลัง...

 

ช่างน่าหัวเราะเสียจริง...

นี่มันตัวอะไรหนอ...ทำไมถึงได้เชื่องช้าได้ขนาดนี้...

ช่างน่าหัวเราะเสียจริง...

 

เจ้าจิ้งหรีดคิด แล้วก็หัวเราะเบาๆ ในลำคอ...

แล้วมันก็คิดอะไรขึ้นมาได้ จึงร้องทักสัตว์น้อยตัวนั้นออกไป...

 

เฮ้ย...เฉื่อย...ฉันชื่อจิ้งหรีดนะ

เธอเป็นใครกัน  ทำไมจึงมาเดินต้วมเตี้ยมอยู่ที่นี่ได้...

เสียงทักนั้นเร็วปร๋อ แทบจับคำไม่ทัน

 

เอ่อ...ฉาน...ชื่อ...หอย...ทาก...

ฉาน...กาม...ลาง...จา...กลาบ...บ้าน....

เมื่อ...วาน...นี้...ฉาน...เดิน...เพลิน...ปาย...หน่อย...

ก้อ...เลย...

 

เฮ้ย..พอเถอะ ไม่อยากฟังแล้ว ชักช้าอยู่ได้

เคยทำอะไรให้ทันใจบ้างรึเปล่า...

 

หอยทากตัวน้อยนิ่งอึ้ง มันไม่รู้จะตอบจิ้งหรีดอย่างไรดี

ก็ในเมื่อตั้งแต่มันเกิดมา มันก็เป็นของมันอย่างนี้

เดินเรื่อยๆ ค่อยคลานไปทีละนิดๆ อย่างที่มันเป็น

ก็ไม่เคยเห็นว่ามีใครจะว่ากล่าวอะไรมันสักที

และมันก็ไม่เคยทำอะไรให้ใครเดือดร้อนใจมาก่อน

นี่ก็เพิ่งจะเคยเจอกัน ใครก็ไม่รู้

พูดก็เร็ว ฟังก็ไม่ทัน จะรีบไปไหนก็ไม่ได้บอกก่อน

พอเจอหน้าก็ว่ากันเสียแล้ว...เออ...

 

เฮ้ย...น่าสงสารสภาพของเธอจริงๆ

เกิดมาคงไม่เคยได้รู้จักความเร็ว

เมื่อกี้เห็นเธอบอกว่ากำลังจะกลับบ้าน

บ้านเธออยู่ไกลสักเท่าไหร่กัน ?

 

ม่าย...กลาย...หรอก...

เปน...รู...ที่...มี...ดิน...พูน...อยู่...

อีก...แป๊บ...เดียว...ก้อ...ถึง...แล้ว...

 

ถ้าอย่างนั้น...

เอาเป็นว่าเรามาแข่งกันดีไหม

แข่งขันกันว่าใครจะไปถึงบ้านเธอก่อนกัน

ถ้าใครเข้าบ้านเธอได้ก่อน ก็ถือว่าชนะ

เป็นไง เอาอย่างนี้ดีไหม ...???

 

ยาง...ง้าน...ก้อ...ด้าย...

ตาม...

 

ยังไม่ทันจะฟังหอยทากพูดจบ

จิ้งหรีดก็ออกแรงดีดขา เปาะ เปาะ เปาะ

หนึ่งเมตร สองเมตร จนถึงหลายเมตร

อย่างที่มันเคยทำอยู่ทุกวัน

ตัวของมันพุ่งไปข้างหน้า รวดเร็ว ห่างออกไปไกล

 

ส่วนเจ้าหอยทากก็ยังคงคลานต่อไป

ค่อยๆ กระเถิบร่างไปบนพื้นดินที่อ่อนนุ่ม สบาย

ทีละนิด ทีละนิด ใกล้บ้านมันเข้าไปทุกที

อีกไม่ไกล...อีกไม่ไกล...ก็จะถึงบ้านแล้ว...

 

...

 

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้

นับตั้งแต่เจอกับจิ้งหรีด

นับตั้งแต่จิ้งหรีดดีดตัวออกจากมันไป

รู้แต่เพียงว่าอีกไม่ไกล ก็จะถึงบ้านที่แสนอบอุ่นของมันแล้ว

นั่นไง...อีกเพียงลางๆ เท่านั้น

รอยดินพูนที่มันก่อเอาไว้เป็นสัญลักษณ์

กับกลิ่นเมือกจางๆที่ยังไม่หายไปพร้อมกับละอองฝน

บ้านที่รักของมัน...

 

แล้วจิ้งหรีดหายไปไหนเสียแล้ว ??? หอยทากคิด

หรือว่ามันมาถึงก่อน รอนานจนเบื่อ

จึงหนีกลับไปก่อนแล้ว...อืม...ช่างมันเถอะ...

 

ว่าแล้วหอยทากก็ค่อยๆ คลานผ่านลงรู

ลงสู่บ้านที่แสนอบอุ่นของมัน...

 

ทิ้งจิ้งหรีดให้กระโดดโลดเต้นไปมาอยู่รอบๆ รูอย่างนั้น

ห่างจากรูไม่ไกลหรอก ไม่ถึงหนึ่งเมตรด้วยซ้ำ

เพียงแต่มันเคลื่อนที่เร็วเกินไป จนหอยทากไม่ทันจะมองเห็น

ก็เท่านั้นเอง...

 

 

July 24

เหตุผล...อารมณ์...ความรู้สึก

 
เป็นธรรมดาของความว่าง ที่ทำให้คนเรารู้สึกเบื่อหน่าย
เพราะสิ่งต่างๆที่ผ่านไปมันแสนจะเฉื่อยชา เชื่องช้า จืดชืด
จนบางทีก็เป็นเอามาก จนรู้สึกเหนื่อยได้เลยทีเดียว
แปลกดีนะ !!!
 
แต่ในความน่าเบื่อหน่ายที่ว่านั้น
มันก็แฝงด้วยประโยชน์อยู่บ้าง แม้สักเพียงนิดหน่อย
นั่นก็เพราะความว่าง ทำให้ความคิดของเราได้เริ่มใช้งาน
ได้ครุ่นคิด ได้ทบทวนเรื่องราวต่างๆ ในแบบที่หลายครั้งเราไม่เคยจะได้คิด
เรื่องของเรื่องก็เพราะความวุ่นวาย อย่างที่เรียกว่า busy
มันคอยเข้ามาปั่นหัวเราอยู่ตลอดเวลา
ว่า นั่นก็งาน นี่ก็งาน  ทำงานนั้นเสร็จ ก็มีงานนี้ต่อ 
หรือบางทีเรื่องเก่ายังไม่เรียบร้อย เรื่องใหม่ก็ทับทบเข้ามาเสียแล้ว
หัวสมองบางพื้นที่จึงอาจจะโดนกดให้หยุดพักไป
แต่พอเมื่อไหร่ที่สมองได้พักผ่อนจากงานประจำ
ไม่ต้องคอยกังวลกับเรื่องราวอะไรให้มากนัก
บางพื้นที่ของสมองที่ไม่ค่อยได้ใช้ ก็เริ่มต้นทำงาน
มันเริ่มตั้งคำถาม หาคำตอบ วนไปเวียนมาด้วยตัวของมันเอง
แม้ว่าเราอาจจะไม่ได้บังคับมัน
หรือบางครั้ง อาจจะเป็นเพราะเราบังคับมันไม่ได้ ก็เป็นได้
 
เคยถามตัวเองบ้างไหมว่า อะไรที่ทำให้คนเราต่างจากเหล่าสัตว์
ทั้งที่วงจรชีวิตของเราก็ไม่ได้แตกต่างจากเพื่อร่วมโลกเหล่านั้นสักเท่าไหร่
เรามีเกิด พวกเหล่านั้นก็มีเกิด เรามีกิน ถ่าย สืบพันธุ์ เพื่อนเหล่านั้นก็มีเหมือนกัน
หรือบางทีเราอาจจะมีบางอย่างมากน้อยไปบ้าง แต่ก็ไม่ต่างกันมากนัก
 
ฉันเองเคยสงสัย สงสัยมานาน
เมื่อก่อนที่เรียนชั้นประถม ชั้นมัธยม
เคยเอาคำถามนี้ไปถามอาจารย์ ถามด้วยคำถามง่ายๆ นี่แหละว่า
"ทำไมคนถึงต่างไปจากสัตว์ ??
หรือถ้าไม่ต่าง ทำไมคนถึงเรียกตัวเองว่าสัตว์ประเสริฐ
ก็ทั้งที่เป็นเพื่อร่วมโลกอย่างเดียวกัน ???"
 
สงสัยจะเป็นเพราะอาจารย์เห็นว่าฉันเรียนวิทยาศาสตร์
หรือไม่ก็เป็นคงเพราะอาจารย์คิดว่าคำตอบทางวิทยาศาสตร์นั้นฟังดูเข้าที
จึงตอบฉันด้วยคำพูดที่ราบเรียบที่สุดว่า
"สิ่งที่ทำให้คนต่างไปจากสัตว์ ก็เพราะว่าคนสามารถคิดได้อย่างมีเหตุมีผล
คิดอะไรได้เป็นขั้นเป็นตอน เป็นระเบียบแบบแผน
ความคิดอย่างนี้ พวกสัตว์ทำไม่ได้หรอก
พวกมันได้แต่ใช้ชีวิตไปตามสัญชาตญาณ อยู่ไปตามมีตามเกิด
ไม่ได้คิดอะไรใหม่ เคยอยู่มาอย่างไร ก็จะอยู่ต่อไปอย่างนั้น
นี่แหละคือสิ่งที่สัตว์ต่างจากคน
และนี่แหละคือสิ่งที่ทำให้คนเป็นสัตว์ประเสริฐ..."
 
ฉันรับฟังคำตอบนั้นอย่างตั้งใจ และใส่ใจขบคิดอยู่นาน
...สัตว์ไม่มีเหตุผล...สัตว์ไม่มีความคิดสร้างสรรค์...
...สัตว์ไม่มีระเบียบแบบแผน......สัตว์ไม่มีความประเสริฐ...
 
...จริงเหรอ...???
บางทีพวกสัตว์อาจจะมีสิ่งเหล่านี้เหมือนกับพวกเราก้ได้
เพียงแต่เราไม่รู้เท่านั้นเอง
 
 
บางทีคนเรา หรืออาจจะเป็นผู้ใหญ่ในอดีตของพวกเรา
ที่เป็นคนตั้งกฎเกณฑ์ สร้างความประเสริฐให้กับตัวเอง
โดยบอกว่า คนเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุมีผล
มีความคิดที่กว้างไกล อย่างที่สัตว์อื่นทำไม่ได้
เอาเหตุผลมาเป็นเรื่องหลักในการทำงาน เป็นปทัสถานการดำรงตน
สร้างชีวิตบนความเชื่อที่เป็นวิทยาศาสตร์
เป็นเรื่องเป็นราว ฟังดูน่าเชื่อถือ ขัดไม่ได้
เพราะผ่านการพิสูจน์จาก Scientific method เรียบร้อยแล้ว...
 
นี่แหละคือสิ่งที่คนเชื่อว่าเป็นสิ่งประเสริฐ
คนมักจะเชื่อในเหตุผล เชื่อในวิทยาศาสตร์
สิ่งใดที่ต่างไป หรือเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้
ใช้ Scientific method เพื่อพิสูจน์ความเชื่อนั้นไม่ได้
ก็พาลหาว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่น่าเชื่อถือ ไม่น่ายอมรับ
บางคนถึงกับปฏิเสธความเชื่อนั้นอย่างไม่มีเยื่อใย...
 
ก็ทั้งที่บางที พวกเขาก็ตกอยู่ในความคิดที่พิสูจน์ไม่ได้อยู่เหมือนกัน
 
 
แท้จริงแล้ว...
ชีวิตของเราก็ไม่ได้อยู่กับวิทยาศาสตร์ตลอดเวลา
หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้เดินอยู่บนเหตุและผลตลอดเวลา
เราไม่ได้เป็นอย่างที่เราเชื่อ หรืออย่างที่คนอื่นทำให้เราเชื่อ
บนพื้นฐานของชีวิต เรามีอะไรที่นอกเหนือไปจากเรื่องจืดชืดเหล่านั้นมาก
 
คนอาจจะเชื่อว่าความรู้สึกของคน เป็นเพียงแค่กระแสประสาทที่วิ่งแล่นอยู่ในหัวสมอง
คำว่า จิตใจ เป็นเพียงเรื่องสมมติของคนเพ้อฝัน คนไม่มีเหตุผล
ทั้งหมดที่เกิดขึ้น เป็นเพียงเรื่องของสารเคมีที่เพิ่มขึ้น ลดลง
เป็นเพียงเรื่องของไฟฟ้า การเหนี่ยวนำ ให้ร่างกายตอบสนอง
ความรัก ความเกลียด ความสุข ความทุกข์ ความรู้สึกต่างๆ
อาจเป็นเพียงการเพิ่มลดของ Serotonin, Acetylcholine, Dopamine...
อาจเป็นเพียง Action Potential ที่สูงเกินกว่า Threshold
แล้วแล่นผ่าน Limbic system, Hypothalamus, จนถึง Cortical Reticular System
ทำให้รับรู้ รู้สึกวาบหวาม หวั่นไหวไปตามระดับสูง ต่ำ ของปฏิกิริยา...ก็เท่านั้น
ไม่ได้มีความหมายลึกซึ้งแต่อย่างใดเลย...
 
นั่นเป็นคำอธิบายของผู้ประเสริฐ
ผู้ที่เชื่อว่า จิตใจ ไม่มีอยู่จริง
ผู้ที่เชื่อว่าความคิด ความรู้สึก อารมณ์ ทุกสิ่งทุกอย่าง
เป็นเพียงแค่เรื่องของปฏิกิริยาธรรมดาๆ ไม่มีอะไรพิเศษแม้แต่น้อย
 
แต่แม้ว่าฉันจะเรียนทางสายวิทยาศาสตร์มาตลอดชีวิต
จนสุดท้าย ถึงจะร่ำเรียนมามากมาย ฉันก็ยังไม่เข้าใจ
ก็ในเมื่อความรู้สึกต่างๆ เกิดขึ้นใน Mechanism อย่างเดียวกัน
กระแสไฟฟ้าอย่างเดียวกัน สารเคมีอย่างเดียวกัน
เกิดการกระตุ้น รับรู้ในสมองส่วนเดียวกัน
แต่คนก็มีความรู้สึก มีการแสดงออกที่แตกต่างกัน
นึกรัก นึกชอบ ในสิ่งที่แตกต่างกัน
หรือบางที ฉันอาจจะไม่ใช่ผู้ประเสริฐอย่างที่ใครเขาว่า
และคงจะไม่ได้เป็นไปจนตลอดชีวิตก็เป็นได้
ตราบเท่าที่ความประเสริฐยังมีนิยามเหมือนอย่างที่ได้บอกไป
 
เหตุผล วิทยาศาสตร์
มีอำนาจบังคับความเชื่อของคนทั้งโลกให้เห็นตามได้
ใครเชื่อจะได้เป็นผู้ประเสริฐ ใครไม่เชื่อก็ไม่ได้เป็น
แต่บางสิ่งที่หลายคนอาจจะไม่ทันคิด
หรืออาจจะเป็นฉันคนเดียวที่คิดเพ้อไปก็ได้
ถึงแม้เหตุผลจะเป็นสิ่งที่พร้อมทุกอย่าง
แต่สิ่งที่อาจจะขาดไปก็คือ จิตใจ
ความรู้สึกที่ไม่ต้องการการตั้งคำถาม ไม่ต้องการสมมติฐาน
และไม่ต้องการการพิสูจน์เพื่อสรุปผล
แต่ต้องการเพียง ความรู้สึกลึกๆ ที่จะรับรู้เรื่องราว
รับรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้นด้วย จิตใจ
โดยที่ไม่ต้องใช้ความรู้ทางสารเคมี หรือไฟฟ้าสมองอะไรเลย
 
โลกนี้อาจจะต้องการเหตุผลเป็นหลัก
แต่โลกคงไม่ต้องการให้เหตุผลเป็นทุกสิ่งทุกอย่างหรอกกระมัง
ก็ถ้าหากว่าเหตุผลทำให้คนเป็นผู้ประเสริฐ
ฉันคงจะขอยอมเป็นคนส่วนนอก ที่ไม่ใช่ผู้ประเสริฐ
แต่ขอเป็นคนธรรมดา อยู่อย่างธรรมดากับ จิตใจ ของตัวเองดีกว่า
 
 
ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ
บางทีความว่าง มันอาจจะทำให้สมองของฉันทำงานมากเกินไป
จนถึงกับเพ้อมากไปก็ได้...
 
July 20

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

 
ข่าวแถลงการจากสำนักพระราชวัง
ประกาศให้ประชาชาวไทยได้รับทราบโดยทั่วกัน
ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช
ทรงเข้ารับการผ่าตัดรักษา พระปิฐิกัณฐกัฐิ
ที่โรงพยาบาลศิริราช ในวันนี้...
 
บรรยากาศความคึกคักของประชาชนที่หมายเฝ้ารับเสด็จมากมายล้นหลาม
แม้อาจจะไม่มากมายเท่ากับเมื่อครั้งเสด็จออกมหาสมาคม
ที่พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน
แต่ก็นับได้ว่า ประชาชนที่มารอเฝ้ารับเสด็จในวันนี้
นับว่ามากมาย เมื่อเทียบกับพื้นที่ของโรงพยาบาล
 
ประชาชนจำนวนมากมาเฝ้าแหนตั้งแต่ท่าพรานนก
เรื่อยมาตามถนนหน้าราชแพทยาลัย
ที่ลานหน้าพระบรมรูปสมเด็จพระมหิตลาธิเบตร ฯ
และเลยไปจนแน่นถึงใต้ตึกเฉลิมพระเกียรติ
ที่ซึ่งจะทรงเข้าพักรักษาพระองค์ที่ชั้น ๑๖
ต่อสายตาที่เห็น ประชาชนพร้อมใจกันสวมเสื้อเหลืองเฝ้ารอ
ในมือถือธงพร้อมที่จะโบกสะบัด เป็นแถวยาว
ด้วยหัวใจ ด้วยความรู้สึกอย่างเดียวกัน...
 
จนเมื่อประมาณบ่าย ๒
รถยนต์หลวงสีครีมหลายคันเคลื่อนผ่านถนนหน้าตึกกายวิภาคศาสตร์
ซึ่งตอนนี้กลายเป็นกองบัญชาการทหารและตำรวจชั่วคราว
และเลี้ยวเข้าใต้ตึกเฉลิมพระเกียรติ
ประชาชนที่รอเฝ้าแหนต่างขยับตัว ชะเง้อมอง
ที่มีธงอยู่ในมือก็โบกสะบัด
เสียงจากใจ ตะโกนว่า "ทรงพระเจริญ" ต่อเนื่องกันไม่ชาดสาย
ตั้งแต่รถยนต์หยุดจอด  กระทั่งพระองค์เสด็จพระราชดำเนินขึ้นตึกไป
 
ฉันเองก็พอจะได้มีโอกาสอยู่ร่วมในเหตุการณ์
แม้จะไม่เต็มตัวอย่างเมื่อคราวที่เสด็จออกมหาสมาคม
เพราะเป็นช่วงเวลาเรียน ไม่สะดวกที่จะมารอเฝ้าแต่เนิ่นๆ
ต้องรอจนอาจารย์ปล่อยเสียก่อน จึงจะได้ปลีกตัวออกมา
ซึ่งก็ออกจะช้าอยู่ เพราะโดนตำรวจกันไว้ไม่ให้ล้ำเข้าไปใกล้นัก
จึงได้แต่ชะเง้อมองพระองค์อยู่ไกลๆ
พอแต่แวบเห็นเพียงพระปฤษฎางค์ของพระองค์เท่านั้น
แต่แม้กระนั้นก็รู้สึกตื้นตันใจเป็นยิ่งนัก
เพราะระยะที่เห็น หากจะนับก็คงไม่เกิน ๓๐ เมตรเท่านั้น
 
เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ได้ อธิบายไม่ถูก
และคงไม่มีเหตุผลอันใดที่จะชี้แจงความรู้สึกนี้ได้
ว่าเพราะเหตุใด พระองค์จึงทำให้ประชาชนจำนวนมาก
เกิดความรู้สึกตรงกันได้อย่างน่าอัศจรรย์
คือความรัก ความเคารพ ความห่วงหวง
ในองค์พระผู้เป็นดั่งดวงใจ เป็นดั่งทุกสิ่งทุกอย่างของความเป็นไทย
และประชาชนทุกคนก็พร้อมจะมอบชีวิตจิตใจให้กับพระองค์
โดยไม่มีเงื่อนไขผูกมัดใดเลย...
 
ตกเย็น  สายฝนโปรยปรายพอฉ่ำพื้น
ประชาชนยังคงปักหลักกันอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช
โดยเฉพาะที่ใต้ตึกเฉลิมพระเกียรติ
และลานพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบตรฯ
บ้างก็คอยเฝ้ารับเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่น
และบางส่วนก็รวมตัวกันสวดมนต์ กล่าวคำอธิษฐาน
เสียงดังกังวานไปทั่วบริเวณ
ขอให้พระองค์ทรงมีพระพลานามัยที่สมบูรณ์
เป็นมิ่งขวัญของชาวไทยสืบไป...
 
ฉันเองยังรู้สึกขนลุกกับภาพเหตุการณ์อย่างนี้
เป็นความรู้สึกเย็นวาบที่ซาบซึ้งจนปริ่มล้นดวงใจ
นี่แหละคือความรู้สึกของประชาชนชาวไทย
คือความรู้สึกที่หลั่งล้นออกมาจากก้นบึ้งของดวงใจ
เรามีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาสามารถ
เป็นดั่งพ่อผู้ห่วงใยลูก เป็นที่รักของลูกอย่างสุดจิตสุดใย
ไม่มีคำสวยหรูใดจะกล่าวอ้างได้ตรงความรู้สึก
แต่ทุกคนล้วนเข้าใจตรงกัน...
 
ในฐานะของนักศึกษาแพทย์ศิริราช
ในฐานะของประชาชนชาวไทย
ผู้อาศัยพระบรมโพธิสมภารของพระองค์...
 
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน...
 
 
 
 
 
View more entries
 

รัตนาดิศร

View spaceSend a message
Occupation:
Age:
Location:
แค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ที่อยากจะใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง สู่เส้นทางแห่งอนาคตอย่างที่ตัวเองใฝ่ฝัน...ก็เท่านั้นเอง...