...
“Un jour, j'ai vu le soleil se coucher quarante-trois fois !”
Et un peu plus tard tu ajoutais:
“Tu sais... quand on est tellement triste on aime les couchers de soleil...”
“Le jour des quarante-trois fois tu étais donc tellement triste ?”
Mais le petit prince ne répondit pas.
...
“ในวันหนึ่งๆ ฉันเห็นอาทิตย์ตกดินตั้ง ๔๓ ครั้งแน่ะ !”
และอีกครู่หนึ่งต่อมาเขาก็กล่าวเสริมว่า :
“เธอรู้ไหม...ในยามที่แสนเศร้า คนเราชอบมองดูอาทิตย์ตกดิน...”
“ในวันที่เธอดูอาทิตย์ตกดินถึง ๔๓ ครั้ง เธอคงรู้สึกเศร้ามากสินะ ?”
แต่เจ้าชายน้อยมิได้ตอบประการใด
ข้อความท้ายบทที่ ๖ เรื่อง Le petit Prince - เจ้าชายน้อย สิ้นสุดลงเพียงเท่านั้น...
...
เมื่อตอนเย็นหลายวันก่อนหน้านี้ ฉันยืนอยู่ที่ริมระเบียงชั้น ๑๒
ทอดมองไกลออกไปบนท้องฟ้าสีแสดนวลสุดสายตา
คละแทรกด้วยปุยเมฆหม่นเทา
เหมือนกับจะสื่อความเศร้าจากส่วนลึกของหัวใจ
มอบให้กับอาทิตย์ที่กำลังอ่อนแรงและค่อยๆเลือนลับขอบฟ้าไป
อาทิตย์อัสดง...
คนมักจะพูดกันว่า อาทิตย์ยามอัสดงนั้นเป็นตัวแทนของอารมณ์เศร้า
จากดวงอาทิตย์ที่สดใสในยามเช้า แผดเผาในยามเที่ยง
ร้อนแรงในยามต้นบ่าย แล้วค่อยผ่อนคลายอ่อนแรงลง
จนกลายเป็นแสงแสดหม่นบนฟากฟ้า
อ่อนทั้งแสง อ่อนทั้งแรงกำลัง
ก่อนจะมืดดับไปที่หลังปุยเมฆ ณ ปลายขอบฟ้านั้นเอง
ไม่มีอะไรที่จะคงอยู่ตลอดไป
แม้ดวงอาทิตย์เองก็ตามที...
ชีวิตคนเราก็เหมือนกันนะแหละ
...บางทีสดใสเหมือนอาทิตย์แรกอรุณ
อบอุ่นเหมือนแสงทองของวันใหม่
บางครั้งร้อนเร่าคล้ายเตาไฟ
เหมือนโดนแดดเกรียมไหม้ในเที่ยงวัน
แต่ละฉากชีวิตที่ผ่านไป
มองดูคล้ายๆกับภาพความฝัน
มีสดใส มีโศกเศร้า สลับกัน
ในเวลาแต่ละวันผ่านเข้ามา...
เมื่อผ่านทั้งความสดใส ความร้อนแรง
ผ่านคุณค่าของชีวิตมาจนครบจบวัน
ก็ย่อมถึงเวลาแล้ว ที่แสงสุดท้ายของทิวาวารจะลาลับขอบฟ้า
แสงที่เคยร้อนก็เริ่มผ่อนเป็นแสงแสดนวล
แต่แฝงความหม่นเศร้าไว้ภายใน
ปุยเมฆที่เคยขาวกระจ่างตา ดุจสำลีที่ล่องลอยบนท้องฟ้า
กลับค่อยๆหมองคล้ำ และมืดไปทีละนิดๆ
ที่ส่องสว่างอยู่นั้น มีเพียงกำลังสุดท้ายของดวงอาทิตย์
ที่พยายามจะรักษากำลังของตนเอาไว้
รักษาแสงสว่างที่ตนเคยส่องให้แก่โลก
เพื่อรักษาภาระหน้าที่ให้ยืนยาว
แต่สุดท้าย แม้ดวงอาทิตย์เองก็หาฝืนกฎของธรรมชาติได้ไม่
ลำแสงสุดท้ายนั้นจึงเลือนลับขอบฟ้าไป
ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดและหม่นหมองเท่านั้นเอง...
เพราะเหตุนี้ละกระมัง
คนจึงมักบอกว่า อาทิตย์อัสดงนั้นเป็นตัวแทนของความเศร้า
เวลาที่คนเรามีความเศร้าในใจ
มักเดินออกไปจากบ้าน เดินหาทุ่งหญ้าที่สงบ
สัมผัสสายลมที่เอื่อยเย็น แล้วนั่งลงทอดสายตามองดูท้องฟ้าสีแสดนวลนั้น
พลางปล่อยใจ ปล่อยอารมณ์ไปตามดวงอาทิตย์ที่ค่อยๆกำบังตัวเองหลังเส้นขอบฟ้า
ด้วยความรู้สึกที่คล้ายกับว่า
ณ ขณะนั้นยังมีดวงอาทิตย์ที่เข้าใจความรู้สึกของเรา
เรายังมีใครสักคนที่อยู่ข้างๆ เพื่อรับฟังความรู้สึกของเรา ผ่านทางสายลมแผ่วเบา
เพราะแสงที่กำลังอ่อนแรงนั้นบอกให้เราได้รู้ว่า เราไม่ได้เศร้าอยู่เพียงคนเดียว
อย่างน้อย ดวงอาทิตย์เองก็กำลังเศร้าอยู่เหมือนกันที่ต้องลาจากโลกนี้ไป...
และเช่นเดียวกัน
ดวงอาทิตย์ยังได้สอนเรา ด้วยบทเรียนอีกอย่างหนึ่งว่า
ไม่มีความเศร้าใดๆเลย ที่จะคงอยู่ชั่วนิรันดร์
ไม่มีความเหงาใดที่คอยเกาะกินจิตใจของเราไปจนตาย
ทุกอย่างต้องมีวันเปลี่ยนแปลงเสมอ
เมื่อสุขเปลี่ยนเป็นทุกข์ได้
ไฉนเลยทุกข์จะเปลี่ยนเป็นสุขบ้างไม่ได้เล่า ???
เหมือนอย่างดวงอาทิตย์นั่นปะไร
เมื่อดวงอาทิตย์ปล่อยตัวเองให้อ่อนแสงไปพร้อมกับความโศกเศร้าในยามเย็น
ปล่อยความมืดมิดและหม่นหมองไว้ในตอนกลางคืน
โลกทั้งโลกเหน็บหนาว ไหวหวาม หวาดหวั่น...
แต่เพียงไม่นานหรอก
เมื่อโลกตกภายใต้ภวังค์เพียงไม่กี่ชั่วโมง
ณ ริมขอบฟ้าทางฝั่งตรงข้าม
แสงสีทองจะค่อยๆแทรกความมืดมิดขึ้นมาทีละน้อยๆ
จนกระจ่างตา เปลี่ยนท้องฟ้าที่หม่นครึ้มให้สว่างขึ้นมาอีกครั้ง
แล้วดวงอาทิตย์จะกลับมาพร้อมกับความสดใสของรุ่งอรุณนั่นเอง...