Artz's profile(¯`·._.·[ รัตนาดิศรานุทิ...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    April 28

    ต้องทนอีกเท่าไร..?

     
    มันอัดอั้นตันใจข้างในนี้
    ทับทวีกี่ปัญหาเข้าถาโถม
    ทั้งโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงามาเล้าโลม
    ทั้งทรุดโทรม ทั้งโศกเศร้า ทั้งร้าวราน
     
    จะหันมองทางใดก็ไม่เห็น
    ใครเล่าเป็นเพื่อนกลอยคอยประสาน
    มาสมัครรักใคร่ในดวงมาน
    มาสมานแผลใจให้หายช้ำ
     
    ฤๅสวรรค์บัญชาประดาทุกข์
    ให้โรมรันบั่นบุกรุกกระหน่ำ
    ตีกระหนาบในนอกระรอกซ้ำ
    ระรอกซ้อนย้อนย้ำระกำกรม
     
    ไม่อาจผันผ่านพ้นความหม่นหมอง
    ทนประคองหน้าชื่นใจขื่นขม
    โลกขื่นคาวหนาวเหน็บเจ็บระบม
    เพียงจ่อมจมตมเลนไม่เห็นฟ้า
     
    สู้ฝืนทนฝืนทำแม้ช้ำจิต
    หมายเพียงนิดหนึ่งน้อยเฝ้าคอยหา
    กับความหวังที่ห่างไกล...ไกลลับตา
    ไม่รู้ว่าคราใดจักได้ยล
     
     
    นี่แหละโลก โลกเอ๋ย โลกเหวยโลก !!!
    ซึ้งเพียงโศกซึมซับความสับสน
    มืดมัวหมองข้องขุ่นวุ่นเวียนวน
    จักต้องทนอีกเท่าไร...ไม่รู้เลย...
     
     
     
    ..บางทีความรู้สึกมันก็ชวนให้หลงพร่ำเพ้อไป
    เมื่อชีวิตต้องเจอกับหลายสิ่งหลายอย่าง
    หลากหลายความรู้สึกฟุ้งกระจายอยู่ในจิตใจ
    บางครั้งก็ชวนชื่นใจ  แต่บางครั้งมันก็หนักหนาเหลือเกิน
    มีคนบอกว่า การได้พูดคุยกับใครสักคนอาจช่วยได้
    แต่สำหรับเรื่องบางอย่าง  มันก็พูดลำบากเหมือนกัน
     
    คงได้แต่เพียงระบายความในใจ 
    แล้วรอให้เวลาค่อยๆเลือนความรู้สึกนั้นไป
    อีกไม่นาน  ตะกอนที่ฟุ้งกระจายอยู่ก็คงจมลง
    แล้วนอนนิ่งสงบอยู่ใต้น้ำเหมือนดังเดิม...
     

     
     
    ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วง
    แต่ไม่มีอะไรมากหรอก
    แค่ปวดหัวนิดหน่อยเท่านั้นเอง...
    April 25

    ทุกข์หรือสุข ไม่รู้อะไรมากกว่า...?

     

    ฉันเป็นคนหนึ่งที่ชอบมองอะไรในแบบที่ง่ายๆ สบายๆ

    ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในประสบการณ์ของฉัน

    หากมีทางใดที่จะทำให้ฉันมีความสุขกับชีวิตได้ละก้อ...

    ฉันจะรับมันมาเก็บไว้ในใจเสมอ

    แต่เรื่องใดที่เจ็บปวด โศกเศร้า วุ่นวายใจ

    ฉันจะเลือกเก็ยบมันเอาไว้พอเป็นบทเรียน

    แล้วสิ่งที่เหลือเกินประโยชน์  ก็จะปล่อยมันทิ้งไป

    เพราะไม่มีประโยชน์อะไรเลย...

    ที่จะเก็บเอาของเสียอย่างนั้นมาไว้ในใจที่แสนจะบอบบางของเรา

     

    ความรู้ทันที่เกิดจากการมองโลกในแง่ร้าย

    อาจจะเหมาะสมสำหรับโลกแห่งความหวาดระแวง

    ทำให้รู้จักระมัดระวังตัวเองอยู่เสมอ

    แต่มันจะมีประโยชน์อะไรกันละ ??

    ถ้ารู้จักที่จะระวังตัว  มีความคิดรู้เท่าทันโลก

    แต่ไม่รู้เท่าทันจิตใจของตัวเอง

    และไม่รู้จักที่จะทำให้ตัวเองมีความสุข

     

    ในเนื่องความรักก็เหมือนกัน

    เพื่อนของฉันมักจะค่อนเอาอยู่เสมอ

    ว่า ฉันชอบมองความรักเป็นสิ่งที่สวยงามมากเกินไป

    จนบางครั้งมันดูจะเป็นเรื่องเกินกว่าที่จะเป็นไปได้ในชีวิตจริง

     

    นั่นสินะ !!!

     

    ฉันเองก็ยอมรับ

    เพราะโดยส่วนตัวที่เป็นคนชอบเพ้อฝัน...อาจจะมีอารมณ์ศิลปินมากไปหน่อย

    จนหลายคนบอกว่ามันจะทำให้ฉันเป็นคนอ่อนหัด

    แต่ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรพวกเขาหรอก

    ฉันกลับจะขอบคุณในคำเตือนของพวกเขาด้วยซ้ำ

    เพราะฉันเข้าใจในความหวังดีที่มีให้...

     

    แต่คิดดูอีกที  สำหรับฉันแล้ว...

    บางที การที่ฉันยอมเป็นคนอ่อนหัดอย่างนี้  มันอาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้

    เพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้ฉันมีความสุขในโลกใบนี้

    ไม่ว่าใครจะค่อนว่าอย่างไรก็ตาม

     

    บางครั้ง  การทำตัวอ่อนหัดในโลกที่แข็งกร้าว

    มันอาจจะทำให้เราอ่อนโยน มากกว่าแข็งกระด้างก็ได้

     

     

    เพื่อนสนิทของฉันคนหนึ่ง  แขวะฉันว่า...

    ก็เธอยังไม่รู้จักความรักดีพอนะสิ

    เธอก็คงไม่รู้หรอกว่า...ทุกข์เพราะรักมันเป็นยังไง

    ถ้าเธอได้รู้จักความรักมากขึ้นกว่านี้

    เธออาจจะไม่คิดว่าโลกใบนี้มันสวยงามอย่างที่เธอเคยคิดมาก่อนก็ได้...

    เธอพูดอย่างนั้น...

     

    มันก็จริงของเธอนะ

    ที่ฉันยังไม่รู้จักความรักอย่างละเอียดลออ

    เพราะในตัวของความรักเอง มันก็เป็นความรู้สึกที่มหัศจรรย์เหลือเกิน

    มีหลายมิติที่แอบหลบร้อนซ่อนเร้นอยู่ตามมุมของหัวใจ

    ลำพังตัวฉันเองคงไม่สามารถค้นเจอได้ทุกมุมหรอก

    หากไม่มีใครที่จะนำออกมาให้ได้สัมผัสรับรู้ร่วมกัน

     

    ในชีวิตของคนเรา  อาจพบเจอความรักได้หลายรูแบบ 

    ทั้งในแบบที่เราคิดว่ามันเป็นทุกข์  ขื่นขม อึดอัดใจ

    และในแบบที่เป็นสุข สดใสและสวยงาม

    โดยที่ไม่ใครบอกได้เลย...

    ว่า แท้จริงแล้ว...ความหมายทั้งหมดของคำว่า ความรัก

    มันเป็น ทกข์ หรือว่า สุข มากกว่ากัน...

     

    แต่พอเอาเข้าจริงแล้ว...

    ไม่ว่าความรักจะมีความหายและมุมมองที่หลากหลายเพียงไร

    แต่มันจะมอยู่เพียงไม่กี่มุมมองหรอก

    ที่คนสองคนจะร่วมรับรู้และร่วมรักษามันเอาไว้ได้...

     

    ก็แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น

    เราจะเลือกเก็บเอาความรักในแบบที่เป็นทุกข์

    หรือเก็บเอาความรักในแบบที่เป็นสุขไว้ดีล่ะ ???

    April 06

    อาทิตย์อัสดง

    ...

     

    “Un jour, j'ai vu le soleil se coucher quarante-trois fois !”

    Et un peu plus tard tu ajoutais:

    “Tu sais... quand on est tellement triste on aime les couchers de soleil...”

    “Le jour des quarante-trois fois tu étais donc tellement triste ?”  

    Mais le petit prince ne répondit pas.

     

    ...

     

    ในวันหนึ่งๆ ฉันเห็นอาทิตย์ตกดินตั้ง ๔๓ ครั้งแน่ะ !”

    และอีกครู่หนึ่งต่อมาเขาก็กล่าวเสริมว่า :

    เธอรู้ไหม...ในยามที่แสนเศร้า  คนเราชอบมองดูอาทิตย์ตกดิน...

    ในวันที่เธอดูอาทิตย์ตกดินถึง ๔๓ ครั้ง  เธอคงรู้สึกเศร้ามากสินะ ? 

    แต่เจ้าชายน้อยมิได้ตอบประการใด

     

    ข้อความท้ายบทที่ ๖ เรื่อง Le petit Prince - เจ้าชายน้อย สิ้นสุดลงเพียงเท่านั้น...

    ...

     

    เมื่อตอนเย็นหลายวันก่อนหน้านี้  ฉันยืนอยู่ที่ริมระเบียงชั้น ๑๒

    ทอดมองไกลออกไปบนท้องฟ้าสีแสดนวลสุดสายตา

    คละแทรกด้วยปุยเมฆหม่นเทา 

    เหมือนกับจะสื่อความเศร้าจากส่วนลึกของหัวใจ

    มอบให้กับอาทิตย์ที่กำลังอ่อนแรงและค่อยๆเลือนลับขอบฟ้าไป

     

    อาทิตย์อัสดง...

     

    คนมักจะพูดกันว่า  อาทิตย์ยามอัสดงนั้นเป็นตัวแทนของอารมณ์เศร้า

    จากดวงอาทิตย์ที่สดใสในยามเช้า  แผดเผาในยามเที่ยง

    ร้อนแรงในยามต้นบ่าย  แล้วค่อยผ่อนคลายอ่อนแรงลง

    จนกลายเป็นแสงแสดหม่นบนฟากฟ้า

    อ่อนทั้งแสง  อ่อนทั้งแรงกำลัง

    ก่อนจะมืดดับไปที่หลังปุยเมฆ ณ ปลายขอบฟ้านั้นเอง

     

    ไม่มีอะไรที่จะคงอยู่ตลอดไป

    แม้ดวงอาทิตย์เองก็ตามที...

     

    ชีวิตคนเราก็เหมือนกันนะแหละ

     

    ...บางทีสดใสเหมือนอาทิตย์แรกอรุณ

    อบอุ่นเหมือนแสงทองของวันใหม่

    บางครั้งร้อนเร่าคล้ายเตาไฟ

    เหมือนโดนแดดเกรียมไหม้ในเที่ยงวัน

    แต่ละฉากชีวิตที่ผ่านไป

    มองดูคล้ายๆกับภาพความฝัน

    มีสดใส  มีโศกเศร้า สลับกัน

    ในเวลาแต่ละวันผ่านเข้ามา...

     

    เมื่อผ่านทั้งความสดใส ความร้อนแรง

    ผ่านคุณค่าของชีวิตมาจนครบจบวัน

    ก็ย่อมถึงเวลาแล้ว  ที่แสงสุดท้ายของทิวาวารจะลาลับขอบฟ้า

    แสงที่เคยร้อนก็เริ่มผ่อนเป็นแสงแสดนวล

    แต่แฝงความหม่นเศร้าไว้ภายใน

    ปุยเมฆที่เคยขาวกระจ่างตา  ดุจสำลีที่ล่องลอยบนท้องฟ้า

    กลับค่อยๆหมองคล้ำ  และมืดไปทีละนิดๆ

    ที่ส่องสว่างอยู่นั้น  มีเพียงกำลังสุดท้ายของดวงอาทิตย์

    ที่พยายามจะรักษากำลังของตนเอาไว้

    รักษาแสงสว่างที่ตนเคยส่องให้แก่โลก

    เพื่อรักษาภาระหน้าที่ให้ยืนยาว

    แต่สุดท้าย  แม้ดวงอาทิตย์เองก็หาฝืนกฎของธรรมชาติได้ไม่

    ลำแสงสุดท้ายนั้นจึงเลือนลับขอบฟ้าไป

    ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดและหม่นหมองเท่านั้นเอง...

     

    เพราะเหตุนี้ละกระมัง

    คนจึงมักบอกว่า อาทิตย์อัสดงนั้นเป็นตัวแทนของความเศร้า

    เวลาที่คนเรามีความเศร้าในใจ 

    มักเดินออกไปจากบ้าน  เดินหาทุ่งหญ้าที่สงบ

    สัมผัสสายลมที่เอื่อยเย็น  แล้วนั่งลงทอดสายตามองดูท้องฟ้าสีแสดนวลนั้น

    พลางปล่อยใจ ปล่อยอารมณ์ไปตามดวงอาทิตย์ที่ค่อยๆกำบังตัวเองหลังเส้นขอบฟ้า

    ด้วยความรู้สึกที่คล้ายกับว่า

    ณ ขณะนั้นยังมีดวงอาทิตย์ที่เข้าใจความรู้สึกของเรา

    เรายังมีใครสักคนที่อยู่ข้างๆ เพื่อรับฟังความรู้สึกของเรา  ผ่านทางสายลมแผ่วเบา

    เพราะแสงที่กำลังอ่อนแรงนั้นบอกให้เราได้รู้ว่า  เราไม่ได้เศร้าอยู่เพียงคนเดียว

    อย่างน้อย  ดวงอาทิตย์เองก็กำลังเศร้าอยู่เหมือนกันที่ต้องลาจากโลกนี้ไป...

     

    และเช่นเดียวกัน

    ดวงอาทิตย์ยังได้สอนเรา ด้วยบทเรียนอีกอย่างหนึ่งว่า

    ไม่มีความเศร้าใดๆเลย ที่จะคงอยู่ชั่วนิรันดร์

    ไม่มีความเหงาใดที่คอยเกาะกินจิตใจของเราไปจนตาย

    ทุกอย่างต้องมีวันเปลี่ยนแปลงเสมอ

    เมื่อสุขเปลี่ยนเป็นทุกข์ได้

    ไฉนเลยทุกข์จะเปลี่ยนเป็นสุขบ้างไม่ได้เล่า ???

     

    เหมือนอย่างดวงอาทิตย์นั่นปะไร

    เมื่อดวงอาทิตย์ปล่อยตัวเองให้อ่อนแสงไปพร้อมกับความโศกเศร้าในยามเย็น

    ปล่อยความมืดมิดและหม่นหมองไว้ในตอนกลางคืน

    โลกทั้งโลกเหน็บหนาว  ไหวหวาม  หวาดหวั่น...

    แต่เพียงไม่นานหรอก

    เมื่อโลกตกภายใต้ภวังค์เพียงไม่กี่ชั่วโมง

    ณ ริมขอบฟ้าทางฝั่งตรงข้าม

    แสงสีทองจะค่อยๆแทรกความมืดมิดขึ้นมาทีละน้อยๆ

    จนกระจ่างตา  เปลี่ยนท้องฟ้าที่หม่นครึ้มให้สว่างขึ้นมาอีกครั้ง

    แล้วดวงอาทิตย์จะกลับมาพร้อมกับความสดใสของรุ่งอรุณนั่นเอง...

     

     

    เพลง ขอบคุณที่รักกัน : คลิ้ก