Artz's profile(¯`·._.·[ รัตนาดิศรานุทิ...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    May 23

    นอนหลับ ?!

    นานๆ ทีฉันจะแอบฟุบหลับกลางชั่วโมงเรียน
    ทั้งที่ไม่ได้เป็นบ่อย เพราะปกติฉันเป็นคนนอนเร็ว ตื่นเช้า
    แต่ช่วงนี้รู้สึกไม่ค่อยสบาย  เป็นไข้นิดหน่อย
    คงเพราะอาการต่อเนื่องมาตั้งแต่งานรับน้อง ๑๓ เข็มที่จุฬาฯ
    ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่แล้ว  นับมาได้เป็นสัปดาห์ยังไม่หายเลย
    ความจริงก็ไม่ได้เป็นบ่อยนักหรอก  แต่พอเป็นสักทีก็เล่นซะงอมไปเลย
     
    ไปหาหมอที่แผนกผู้ป่วยนอก (OPD) อาจารย์ให้ยามาหลายแผง
    เห็นบอกว่าช่วยแก้อาการหวัด  คัดจมูก  ทำให้หายใจโล่ง สบาย
    แต่ผลข้างเคียงเนี่ย...คือจะมีอาการง่วงนิดหน่อย
    และคำว่านิดหน่อยของอาจารย์ ก็ทำให้ฉันฟุบไประหว่างคาบเรียนหลายครั้งเลย...
     
     
     
    มีเพื่อนเคยตั้งคำถามกับฉันว่า...
    "เธอคิดว่าคนเราเนี่ย จะดูน่ารักที่สุดตอนไหน ??"
     
    ฉันเองก็งงๆกับคำถามนั้น  เพราะกำลังคุยเรื่องอื่นอยู่พอดี
    แล้วเธอก็โพล่งถามเรื่องนี้ขึ้นมากระทันหัน...
     
    "เอ...เราก็ไม่รู้เหมือนกันแฮะ  ไม่เคยคิดซะด้วยสิ ??
    สงสัยจะเป็นตอนที่กำลังหลับอยู่ละมั้ง..."
     
    ฉันเผลอตอบไปอย่างนั้น...
    เธอก็ยิ้มๆ แล้วพูดเฉเป็นเรื่องอื่นไป
     
    ถ้าจะถามว่าทำไมฉันถึงตอบไปอย่างนั้น
    ตอนนั้นฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน  หาเหตุผลไม่ได้
    แต่มันรู้สึกตะหงิดๆในใจละว่า...
    เวลาที่ใครสักคนนอนหลับ  มันน่าจะดูน่ารักที่สุดนะ
    มันรู้สึกแค่นั้นจริงๆ แต่จะเพราะอะไรฉันก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน...
     
    จนหลังจากวันนั้นมาหลายวัน  ฉันถึงเพิ่งมารู้เอาความรู้สึกของตัวเอง
    ที่เคยบอกว่าคนเราจะน่ารักที่สุดเมื่อตอนที่นอนหลับนั้น  ไม่ใช่เรื่องผิดเลย
    เพราะเมื่อคิดดูจริงๆเข้าแล้ว...อืม...
     
    ตามปกติแล้วคนเราเวลาที่อยู่ในสังคม  มีคนอยู่รอบข้างมากมาย
    โดยมากแล้วมักจะพยายามฝืนตัวเอง
    หลายคนอาจถึงกับปกปิดความเป็นตัวของตัวเองไม่ให้ใครรู้
    หรือบางครั้งก็เจอกับปัญหามากมายที่ต้องแก้ไข
    มีภาระอีกเยอะแยะที่รับมา และต้องรับจัดการให้หมดไป
    ใบหน้าจึงเคร่งเครียดอยู่ตลอดเวลา
    เคร่งเครียดกับการใช้ชีวิต  เคร่งเครียดกับเรื่องราวที่ต้องเผชิญ
    ความงดงามน่ารักที่ทุกคนมีอยู่บนใบหน้า
    จึงยังคงแอบหลบซ่อนตัวอยู่ที่ริมขอบตา ผิวแก้ม แล้วมุมปากนั้น
    ไม่อาจเผยออกมาให้คนอื่นได้มองเห็นเลย
     
    ผิดกับเวลาที่กำลังนอนหลับ  ต่างกันไกลทีเดียว
    บนใบหน้าที่ปราศจากการบังคับควบคุม
    กับความสุขที่ได้รับ  แทรกซึมเข้าไปถึงจิตใต้สำนึก
    (อืม...อาจจะเว้นให้กับคนที่ฝันร้ายละกัน)
    ดวงตาที่หลับพริ้ม  แก้มที่ผ่อนคลาย
    และมุมปากที่แอบเผยอยิ้มบ้างนิดหน่อย
    ไม่มีการฝืนรั้งความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจ
    ใบหน้านั้นจึงดูงดงามน่ารักกว่าเวลาอื่นเป็นไหนๆ
     
    ฉันคิดอย่างนั้นนะ...
     
     
    ความจริงแล้ว จะว่าเฉพาะเวลานอนหลับก็คงไม่ถูกซะร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก
    ถ้าจะว่าเข้าจริงแล้ว  แค่เพียงใบหน้าที่ผ่อนคลายประดับรอยยิ้ม
    ไม่ต้องทนเหนื่อยหนักบึ้งตึงกับสิ่งรอบข้าง
    มีความสุขกับเรื่องราวทุกอย่างที่ได้เจอ
    เท่านี้ฉันก็รู้สึกว่า  มันเป็นเวลาที่คนเราดูน่ารักที่สุดแล้วล่ะ
     
     
    แต่เอาเป็นว่า  ยังไงเวลานอนหลับมันก็ยังน่ารักอยู่เหมือนเดิมแหละ
     
    ว่าไหม ???
     
     
    May 15

    น้องเอย...น้องรัก...

    เมื่อวานนี้ได้มีโอกาสไปร่วมงานรับน้อง ๑๓ เข็ม
    เป็นงานรับน้องที่จัดขึ้นโดยสถาบันแพทย์ทั่วประเทศไทย
    ในนามสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแพทย์แห่งประเทศไทย
    รวมทั้งสิ้น ๑๓ สถาบันด้วยกัน
     
    ทั้งๆที่ตัวฉันเองก็มีอาการไข้อยู่นิดหน่อย
    แต่ยังฝืนสังขารไปร่วมแจมกับเขาอีก
    นี่แหละนะ  ใครบางคนถึงชอบว่าฉันว่าไม่รู้จักดูแลตัวเอง...
     
     
    ช่วงเช้า  รถออกจากศิริราชตั้งแต่เจ็ดโมง  ยังไม่ทันจะตื่นดีเลย
    งัวเงียๆอยู่ในรถสักพักก็มาถึงที่จุฬาฯซะแล้ว...
    ได้เห็นหน้าน้องๆที่มาเข้าแถวลงทะเบียน
    หลากหลายคน  หลากหลายกลุ่ม
    บางคนมาตัวคนเดียว  แต่บางคนก็เกาะกลุ่มกันมาเป็นกลุ่มใหญ่
    พูดคุยกันบ้าง  ตะโกนทักทายกันบ้าง
    บางคนไม่ได้เห็นหน้ากันมาเป็นเดือน  ก็หยุดคุยกันอย่างถูกคอ
    เสียงดังไปทั่วบริเวณเลย...
     
    แต่ไม่ว่าใครจะเป็นอย่างไร  จะพูดคุยเรื่องใด
    จะร้องเรียกทักทายกันดังเพียงไรก็ตาม
    ทุกคน ณ ที่นี้ก็มีสิ่งร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง
    นั่นคือ "รอยยิ้ม" ที่ประดับอยู่บนใบหน้าอย่างบริสุทธิ์ใจ...
     
    รอยยิ้มนั้นเป็นรอยยิ้มที่บ่งบอกถึงความสุข
    บ่งบอกถึงหลักประกันที่สำคัญของชีวิต
    ว่า ณ วันนี้  ชีวิตของพวกเขาได้ผ่านเหตุการณ์อันเหนื่อยหนักมาแล้ว
    และพร้อมที่จะก้าวต่อไป  สู่เส้นทางที่กว้างใหญ่และยาวไกลยิ่งกว่าเดิม
     
    ฉันได้เห็นหน้าน้องๆแต่ละคนแล้วก็อดยิ้มให้กับตัวเองไม่ได้
    เพราะความรู้สึกของตัวเองที่เคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว
    ย่อมรู้ดีว่า  กว่าจะเดินมาจนถึงวันนี้  และกว่าจะได้มายืนอยู่ ณ จุดนี้
    มันต้องใช้ความอดทนมากเพียงไร  กว่าจะผ่านมันมาได้
    แม้ว่าหนทางข้างหน้าจะยังอีกยาวไกล 
    และยังไม่รู้เลยว่าเมื่อไรจะถึงปลายทาง
    แต่การได้ผ่านอุปสรรคอะไรสักอย่างมาแล้ว
    มันย่อมทำให้ได้รู้ว่า  อย่างน้อยเราก็แกร่งพอที่จะเผชิญกับปัญหานั้นได้
    และพร้อมจะยินดีเสมอ  หากได้รู้ว่า
    ยังมีอีกหลายคนก็ผ่านอุปสรรคนั้นมาได้เช่นเดียวกัน...
     
     
    ความสนุกสนานเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเก้าโมงเช้า
    พี่ๆได้ทำความรู้จักกับรุ่นน้อง
    น้องๆ ได้ร่วมกันเล่นเกมกับรุ่นพี่
    พร้อมกับรอยความสุขที่แต่งแต้มอยู่บนใบหน้าของทุกคน
     
    แต่เหมือนกับฟ้าจะเล่นตลกกับพวกเรา
    เมื่อพอสายสักหน่อย  ฟ้าที่เคยสดใสกลับมัวหมอง
    เมฆคลึ้มค่อยๆเคลื่อยตัวลงครอบคลุมผืนฟ้า
    ก่อนจะปล่อยห่าฝนใหญ่กระหนึ่งลงมา
     
    พวกเราจึงต้องเข้าไปหลบที่ใต้ถุนอาคารคณะวิทยาศาสตร์
    ให้น้องนั่งรวมกันเป็นกลุ่มเพื่อหลบฝน
    ส่วนพี่ๆ ยืนล้อม...เพื่อบังปอยฝนที่พัดสาดเขามา  ไม่ให้โดนตัวน้อง
    เพราะไม่อยากให้น้องรักต้องมาเป็นหวัดในวันนี้
    แม้ว่ารุ่นพี่จะฉ่ำฝนไปตามๆกันก็ตาม...
     
     
    มีใครหลายคนชอบมองว่างานรับน้องเป็นเรื่องที่ป่าเถื่อน รุนแรง
    บอกว่าพี่ๆ ชอบใช้โอกาสนี้วางอำนาจใส่น้อง
    นั่นอาจเป็นความจริง แต่เป็นเพียงความจริงส่วนน้อยเท่านั้น
    จะเปรียบเทียบกับความจริงที่ดีในส่วนที่เหลือไม่ได้เลย...
     
    ก็ไม่รู้ว่าคนอื่นๆเขาจะคิดอย่างไรเหมือนกัน
     
     
     
    ตกเย็นกลับมา...ฉันต้องหายากินซะยกใหญ่
    เพราะโดนหวัดมันเล่นงานเข้าตะเต็มเปาเลย...เฮ้อ...
     
    May 11

    เราลืมอะไรไปหรือเปล่า ??

    นานแล้วเหมือนกันนะ  เมื่อนึกถึงตอนเรียนอยู่ชั้นอนุบาล

    มานั่งคิดดูแล้วยังเหมือนเมื่อวานนี้เอง

    ที่ฉันกับเพื่อนวิ่งหนีคุณครูประจำชั้น  แล้วไปแอบหลบอยู่ที่ข้างมุมตึก 

    หลังจากที่ทานข้างกลางวันเสร็จเรียบร้อยแล้ว

    เหตุผลก็เพราะไม่อยากจะนอนกลางวัน  อยากจะวิ่งเล่นให้หนำใจซะมากกว่า

    ประมาณว่าพลังงานจากข้าวที่ทานเข้าไปคงจะมากเกินไป

    เลยต้องหาทางระบายออกไปบ้าง  ไม่งั้นคงจุกตาย

     

    ภายในโรงเรียนที่กว้างใหญ่  กับสนามดินกว้างขวางหลังโรงเรียน

    และมุมตึกที่คิดว่ามิดชิดที่สุดแล้ว   แต่...

    สุดท้ายก็ยังไม่วายถูกคุณจับได้ทั้งสองคน 

    พร้อมทั้งเจอไม่เรียวกันคนละที  ตามระเบียบ

     

    ในขณะที่กำลังนั่งเพ้อถึงบรรยากาศตอนเด็ก

    ตามนิสัยของคนชอบเพ้อฝัน ออกจะเพ้อมากเอาการอยู่นะ

    หลายภาพที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิต  ก็ค่อยๆผุดขึ้นมาทีละภาพ

    บางภาพก็ดูเลือนรางสมกับเวลาที่ผ่านมาหลายปี 

    จะมองอะไรก็แทบไม่เห็นเอาซะเลย

    แต่บางภาพกลับแจ่มชัดเหมือนกับเพิ่งจะผ่านเหตุการณ์นั้นมาไม่กี่วัน

    ฉันยืนอยู่ตรงนั้น  เพื่อนยืนอยู่ตรงนี้  เราพูดคุยหยอกล้อเล่นกันอย่างนั้นอย่างนี้

    ความรู้สึกที่สดใส  ไร้เดียงสาตามประสาเด็ก

    ความคิด  จินตนาการที่เคยมีในตอนนั้น

    เหมือนจะย้อนกลับมาย้ำเตือนอีกครั้ง...

     

     

    วันเดือนปีที่หยาบกร้าน...

    คอยขีดเส้นทางเดินชีวิตของเราให้ดำเนินผ่านไปทุกวัน

    ในขณะที่เราเชื่อกันว่าเวลาคือยารักษาแผลใจที่ดีที่สุด

    เพราะมันช่วยให้เราลืมเหตุการณ์ที่ร้ายๆ ที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตของเราได้...

    แต่ในขณะเดียวกัน  ในมุมที่ตรงกันข้าม  ด้วยเส้นขีดเดียวกันนี้

    เวลามันก็พร้อมที่จะทำให้เราลืมเลือนสิ่งดีๆที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตของเราได้เหมือนกัน

     

    ความร่าเริง  ความใสซื่อบริสุทธิ์  แววตาที่ไร้เดียงสา

    กับจินตนาการที่ไม่จำกัดกรอบ  อย่างที่เราพบได้ในตัวเด็กทุกคน

    เป็นสิ่งที่เราเคยมี  เคยสนุกกับมันเมื่อวัยเด็ก (อาจจะนานมาแล้ว...)

    ค่อยๆถูกลืมเลือนและจางหายไปจากจิตใจของเราทีละนิด

    วันเวลาที่เคยผ่าน  พร้อมกับประสบการณ์อย่างผู้ใหญ่ที่ค่อยๆเติมเข้ามา

    บรรยากาศชีวิตภายใต้กรอบ  กับการทดสอบที่หนักหน่วงของสังคม

    ค่อยๆหลอมจิตใจของเด็กให้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่

    เปลี่ยนแววตาที่เคยไร้เดียงสา  ให้แกร่งกล้าขึ้นกว่าเดิม

     

    จนฉันเริ่มสงสัยเสียแล้วล่ะ  ว่าพวกเราลืมอะไรไปหรือเปล่า ???

     

    ในขณะที่เรากำลังต่อสู้อยู่บนโลกปัจจุบัน

    โลกที่เราตั้งกฎว่า  ใครแพ้ต้องออกจากเกม

    มันทำให้เราลืมความรู้สึกดีๆในวัยเด็กของเราไปหรือเปล่า  ???

    ความรู้สึกต่อโลกที่กว้างใหญ่ สวยงาม น่าหลงใหล

    โลกที่เต็มไปด้วยความสดใส สนุกสนาน ร่าเริง...

     

    เป็นไปได้ไหมที่เราจะเอาความรู้สึกนั้นกลับคืนมา

    เอาความรู้สึกดีๆที่เราเคยมีต่อโลก  อย่างที่เราหลงลืมมันไปแล้วนั้น

    กลับคืนมาในใจของเราอีกครั้ง  เหมือนอย่างเดิม

     

     

    บางครั้ง   ในขณะที่ฉันกำลังวุ่นอยู่กับปัญหา

    กำลังสับสนกับโลกที่ต้องเผชิญ จนถึงกับท้อถอย

    และอีกหลายครั้งที่ฉันหวั่นไหวกับวันเวลาที่กำลังจะผ่านเข้ามา

    ฉันมักจะนั่งลงที่โต๊ะเขียนหนังสือ  หยิบเอารูปเก่าๆขึ้นมาดู

    แล้วปล่อยใจให้ล่องลอยกลับไปในวันวาน...

    รอให้ความรู้สึก ความหวังและความตั้งใจอย่างที่เคยมี...

    มันผุดขึ้นมาทีละภาพ  ทีละนิด ทีละน้อย...จนชัดเจน

     

    แม้มันจะดูไร้สาระและอ่อนหัดอยู่บ้าง 

    แต่ความรู้สึกดีๆที่เคยมีนี่แหละ

    จะกลับมาเป็นกำลังใจให้ฉันต่อสู้กับโลกที่วุ่นวายนี้ต่อไป...

     

     

    May 03

    ประดับดวงใจ

    ประดับด้วยดวงใจ

     

    เมื่อช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา  ได้อ่านบทความเรื่องหนึ่ง

    เป็นบทความภาษาละตินง่ายๆ

    ความจริงก็เพื่อฟื้นความรู้ภาษาที่มีอยู่น้อยนิดกลับคืนมา

    เพราะกลัวว่าถ้าไม่ได้ใช้เลย สิ่งที่มีอยู่แล้วก็จะเลือนหายไป

    และถ้าจะต่อเติมเพิ่มใหม่  มันก็จะต่อไม่ติดเลย

     

    เพราะตั้งแต่เข้าเรียนคณะนี้  มาจนเดี๋ยวนี้ก็จวบปี ๓

    ความรู้เดิมที่ไม่ได้ใช้มันก็สลายตัวเองไปจากหัวสมองซะเยอะแล้ว

    คงเป็นกฎธรรมชาติละมั้ง  ฉันว่านะ...

    สิ่งที่ไม่ได้ใช้  มักจะสูญเสียความสามารถของตนไป  ทีละนิดๆ

    และสุดท้าย  มันจะอ่อนแอจนอยู่ไม่ได้  แล้วก็ฝ่อไปในที่สุด

     

    ทั้งๆที่ไม่ได้คิดจะเสาะหาความหมายอะไรจากบทความที่อ่าน

    แต่ใจมันก็อดที่จะคิดต่อเติมไปไม่ได้

    ใจของคนเรามันก็เป็นอย่างนี้แหละ

    ชอบที่จะคิดจะฝันอะไรไปเรื่อย  ไม่เคยหยุดนิ่ง

    ทั้งที่ในตอนเริ่มแรก  คนเขียนอาจจะไม่ได้คิดอะไรเลย

    แต่พอกลายมาเป็นคนอ่าน เป็นอีกฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับคนเขียน

    กลับได้อะไรมากมาย  จากเรื่องที่คนเขียนไม่ได้คิดอะไรเลย...

     

    บทความที่ว่านี้เป็นเรื่องของผู้หญิงละตินคลาสสิก ๒ คน

    คนหนึ่งชื่อ คอร์เนเลีย,  อีกคนชื่อ กัมปาน่า

     

    กัมปาน่าเป็นหญิงร่ำรวย  หน้าตาสะสวยกว่าหญิงทุกคนในระแวกนั้น

    เพราะเหตุผลทั้งสองอย่างนั้นเอง  ทำให้เธอติดนิสัยเย่อหยิ่ง  ไว้ยศ

    และมักพูดจาโอ้อวดความงาม  อวดทรัพย์สมบัติของเธอต่อคนอื่นๆอยู่เสมอ

    เธอจะมีความสุขมาก  หากคนอื่นๆชื่นชมเธอ  เหมือนอย่างที่เธอชื่นชมตัวเธอเอง

     

    มีอยู่คราวหนึ่ง  เธอกำลังพูดคุยอยู่กับคอร์เนเลียซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของเธอ

    พูดกันไปหลายเรื่อง  พลันเธอก็วกเข้าเรื่องที่เธอเคยชิน

     

    “Habēsne tū ūlla ōrnāmenta, Cornēlia ?” Inquit.

    “Ubi sunt tua ōrnāmenta ?”

    เธอมีเครื่องประดับบ้างไหมล่ะ, คอร์เนเลีย ?เธอถามขึ้นกระทันหัน

    ไหนล่ะ เครื่องประดับของเธอ ?

     

    คอร์เนเลียอึ้งไปอยู่ชั่วครู่  เธอคงจะรู้สึกอึดอัดกับคำถามของเพื่อนบ้าน

    แต่แทนคำตอบ  คอร์เนเลียกลับเรียกลูกชายทั้งสองคนของเธอออกมาแทน

     

    “Puerī meī,” inquit, “sunt mea ōrnāmenta.”

    “Nam bonī līberī sunt semper bonae fēminae ōrnāmenta maximē clāra.”…

    ลูกทั้งสองคนนี้...,” คอร์เนเลียตอบ, “คือเครื่องประดับของฉัน

    อันที่จริง ลูกที่ดี ย่อมเป็นเครื่องประดับอันล้ำค่าของผู้หญิง เหนือกว่าสิ่งใดทั้งหมด

     

    บทสนทนาของทั้งสองคน ยุติเรื่องลงเพียงเท่านั้น...

     

     

    จะว่าไปแล้ว  ในสายตาของคนทั่วไป

    ไม่ว่าจะเป็นกัมปาน่าในโลกโบราณ

    หรือจะเป็นผู้คนที่กำลังเดินย่ำพื้นอยู่ในโลกปัจจุบัน

    ก็ล้วนแต่มีความคิดเห็นต่อสิ่งรอบตัวที่คล้ายกัน

    เหมือนกับเป็นรูปแบบ  ที่โลกกำหนดเอาไว้แล้ว

    อย่างที่นักพันธุศาสตร์มักจะอ้างว่า  มันเป็น “Determination” ของยีน

    แล้วเราก็ได้แต่เดินตามทางของมันไป  ตามที่โลกอยากให้เราเป็น

    แม้แต่ความคิด  ที่เรามักจะอ้างว่าเป็นสิ่งที่เรากำหนดได้เองก็ตาม

     

    อย่างในเรื่องของกัมปาน่านี้

    ในตอนนี้  อาจจะมีหลายคนที่คิดตรงกับเธอก็ได้

    (ก็ไม่รู้ว่าจะมีมากหรือว่าน้อยน่ะนะ)

    ว่า เครื่องประดับอันล้ำค่า  ที่จะหาได้ในโลก

    ย่อมหมายถึงเครื่องทอง  อัญมณี  หรือเพชรพลอยอันงดงาม

    ผ่านการสลักเสลา เจียรนัยอย่างปราณีต

    และกำหนดค่าด้วยราคาสูง  ยากเกินกว่าที่จะเอื้อมถึง

    ใครมี ใครได้  ย่อมแสดงออกถึงความร่ำรวย มีฐานะ

    ความมีเงินมีทอง  ที่สามารถซื้อได้แม้แต่ดวงวิญญาณ

    ส่วนใครที่ไม่มี  ก็ต้องด้อยกว่า...

     

    ก็ไม่แปลกหรอกที่จะมีใครคิดอย่างนั้น

    เพราะอย่างที่บอก  บางครั้งโลกมันก็บังคับความคิดให้เป็นอย่างนั้นได้

    แม้ในอุดมคติ  จะไม่มีใครที่อยากคิดอย่างนั้นก็ตาม

    แต่มันก็คงยากที่จะอดกลั้นได้  ถ้าใจใม่มั่นคงพอ

    ว่า สิ่งใดที่หามาได้ยาก  ก็ย่อมคิดกันไปละว่า  เป็นสิ่งที่มีค่ามากไปด้วย

    แต่ที่พลาดไปก็คือ  เครื่องประดับที่มีคุณค่าแท้จริงนั้น

    ไม่ได้อยู่ที่ความล้ำค่าของของนั้นเลย

     

    ความงดงามของเพชรนิลจินดาที่ส่องประกาย

    เครื่องประดับราคาแพงเหล่านั้น  มันอาจจะหาคุณค่าไม่ได้เลยก็ได้

    เพราะสุดท้ายมันก็เป็นเพียงแค่สิ่งของที่คนอุปโลกน์คุณค่าของมันขึ้นมา

    เหมือนอย่างที่อดัม สมิธได้ตั้งเป็นกฎทองของเศรษฐศาสตร์เอาไว้...

     

    เมื่ออุปสงค์สูง  แต่อุปทานต่ำ  สินค้านั้นก็จะมีค่ามากขึ้น

    แต่เมื่อใดก็ตามที่อุปทานเพิ่มขึ้นจนมากเกินไป

    สินค้านั้นก็ด้อยค่าลงทันที...

     

    สิ่งนี้ต่างจากคุณค่าที่เกิดขึ้นจากจิตใจของคน  ว่าไหม ??

    คอร์เนเลียอาจไม่มีเครื่องประดับที่หรูหราราคาแพงอย่างกัมปาน่า

    แต่สิ่งที่เธอมีนั้นมีค่ามากกว่าสิ่งที่กัมปาน่ามีหลายเท่าตัว

    เพราะเธอมีความรักที่งดงามในจิตใจ  และพร้อมที่จะให้ลูกทั้งสองของเธอ

    และลูกทั้งสองนั้น ก็พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างเธอตลอดเวลา...

     

    ความรักจึงเป็นเครื่องประดับที่มีค่ายิ่งกว่าแก้วแหวนใดๆ

    มันอาจเป็นสิ่งที่มีราคาสูง  จนบางคนยอมใช้เงินที่มีทั้งหมดให้กับมัน

    ยอมใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อเสาะหามันมาประดับร่างกาย

    แต่มันก็เป็นสิ่งที่เรามอบให้แก่กันได้  โดยไม่ต้องคิดเงินตราใดเลย

    ไม่ว่าจะเป็นความรักที่คอร์เนเลียมีต่อลูก

    หรือจะเป็นความรักที่เรามีให้กับคนที่เรารักก็ตาม

    มันย่อมเป็นเครื่องประดับอันงดงามล้ำค่า

    ที่จะอยู่ติดตัว  อยู่ภายในหัวใจของทั้งผู้ให้และผู้รับ

    และรับรู้กันได้โดยไม่ต้องเอ่ยคำโอ้อวดอะไรเลย....

     

    ขอเพียงเรามีความรักในจิตใจ  และพร้อมที่จะมอบให้แก่กันและกัน

    นั่นแหละ  คือเครื่องประดับที่งดงามที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยมีมา...

     

     

     อืม...ทั้งหมดนี้ฉันอาจจะคิดไปเองก็ได้...