ประดับด้วยดวงใจ
เมื่อช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา ได้อ่านบทความเรื่องหนึ่ง
เป็นบทความภาษาละตินง่ายๆ
ความจริงก็เพื่อฟื้นความรู้ภาษาที่มีอยู่น้อยนิดกลับคืนมา
เพราะกลัวว่าถ้าไม่ได้ใช้เลย สิ่งที่มีอยู่แล้วก็จะเลือนหายไป
และถ้าจะต่อเติมเพิ่มใหม่ มันก็จะต่อไม่ติดเลย
เพราะตั้งแต่เข้าเรียนคณะนี้ มาจนเดี๋ยวนี้ก็จวบปี ๓
ความรู้เดิมที่ไม่ได้ใช้มันก็สลายตัวเองไปจากหัวสมองซะเยอะแล้ว
คงเป็นกฎธรรมชาติละมั้ง ฉันว่านะ...
สิ่งที่ไม่ได้ใช้ มักจะสูญเสียความสามารถของตนไป ทีละนิดๆ
และสุดท้าย มันจะอ่อนแอจนอยู่ไม่ได้ แล้วก็ฝ่อไปในที่สุด
ทั้งๆที่ไม่ได้คิดจะเสาะหาความหมายอะไรจากบทความที่อ่าน
แต่ใจมันก็อดที่จะคิดต่อเติมไปไม่ได้
ใจของคนเรามันก็เป็นอย่างนี้แหละ
ชอบที่จะคิดจะฝันอะไรไปเรื่อย ไม่เคยหยุดนิ่ง
ทั้งที่ในตอนเริ่มแรก คนเขียนอาจจะไม่ได้คิดอะไรเลย
แต่พอกลายมาเป็นคนอ่าน เป็นอีกฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับคนเขียน
กลับได้อะไรมากมาย จากเรื่องที่คนเขียนไม่ได้คิดอะไรเลย...
บทความที่ว่านี้เป็นเรื่องของผู้หญิงละตินคลาสสิก ๒ คน
คนหนึ่งชื่อ “คอร์เนเลีย”, อีกคนชื่อ “กัมปาน่า”
กัมปาน่าเป็นหญิงร่ำรวย หน้าตาสะสวยกว่าหญิงทุกคนในระแวกนั้น
เพราะเหตุผลทั้งสองอย่างนั้นเอง ทำให้เธอติดนิสัยเย่อหยิ่ง ไว้ยศ
และมักพูดจาโอ้อวดความงาม อวดทรัพย์สมบัติของเธอต่อคนอื่นๆอยู่เสมอ
เธอจะมีความสุขมาก หากคนอื่นๆชื่นชมเธอ เหมือนอย่างที่เธอชื่นชมตัวเธอเอง
มีอยู่คราวหนึ่ง เธอกำลังพูดคุยอยู่กับคอร์เนเลียซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของเธอ
พูดกันไปหลายเรื่อง พลันเธอก็วกเข้าเรื่องที่เธอเคยชิน
“Habēsne tū ūlla ōrnāmenta, Cornēlia ?” Inquit.
“Ubi sunt tua ōrnāmenta ?”
“เธอมีเครื่องประดับบ้างไหมล่ะ, คอร์เนเลีย ?” เธอถามขึ้นกระทันหัน
“ไหนล่ะ เครื่องประดับของเธอ ?”
คอร์เนเลียอึ้งไปอยู่ชั่วครู่ เธอคงจะรู้สึกอึดอัดกับคำถามของเพื่อนบ้าน
แต่แทนคำตอบ คอร์เนเลียกลับเรียกลูกชายทั้งสองคนของเธอออกมาแทน
“Puerī meī,” inquit, “sunt mea ōrnāmenta.”
“Nam bonī līberī sunt semper bonae fēminae ōrnāmenta maximē clāra.”…
“ลูกทั้งสองคนนี้...,” คอร์เนเลียตอบ, “คือเครื่องประดับของฉัน”
“อันที่จริง ลูกที่ดี ย่อมเป็นเครื่องประดับอันล้ำค่าของผู้หญิง เหนือกว่าสิ่งใดทั้งหมด”
บทสนทนาของทั้งสองคน ยุติเรื่องลงเพียงเท่านั้น...
จะว่าไปแล้ว ในสายตาของคนทั่วไป
ไม่ว่าจะเป็นกัมปาน่าในโลกโบราณ
หรือจะเป็นผู้คนที่กำลังเดินย่ำพื้นอยู่ในโลกปัจจุบัน
ก็ล้วนแต่มีความคิดเห็นต่อสิ่งรอบตัวที่คล้ายกัน
เหมือนกับเป็นรูปแบบ ที่โลกกำหนดเอาไว้แล้ว
อย่างที่นักพันธุศาสตร์มักจะอ้างว่า มันเป็น “Determination” ของยีน
แล้วเราก็ได้แต่เดินตามทางของมันไป ตามที่โลกอยากให้เราเป็น
แม้แต่ความคิด ที่เรามักจะอ้างว่าเป็นสิ่งที่เรากำหนดได้เองก็ตาม
อย่างในเรื่องของกัมปาน่านี้
ในตอนนี้ อาจจะมีหลายคนที่คิดตรงกับเธอก็ได้
(ก็ไม่รู้ว่าจะมีมากหรือว่าน้อยน่ะนะ)
ว่า เครื่องประดับอันล้ำค่า ที่จะหาได้ในโลก
ย่อมหมายถึงเครื่องทอง อัญมณี หรือเพชรพลอยอันงดงาม
ผ่านการสลักเสลา เจียรนัยอย่างปราณีต
และกำหนดค่าด้วยราคาสูง ยากเกินกว่าที่จะเอื้อมถึง
ใครมี ใครได้ ย่อมแสดงออกถึงความร่ำรวย มีฐานะ
ความมีเงินมีทอง ที่สามารถซื้อได้แม้แต่ดวงวิญญาณ
ส่วนใครที่ไม่มี ก็ต้องด้อยกว่า...
ก็ไม่แปลกหรอกที่จะมีใครคิดอย่างนั้น
เพราะอย่างที่บอก บางครั้งโลกมันก็บังคับความคิดให้เป็นอย่างนั้นได้
แม้ในอุดมคติ จะไม่มีใครที่อยากคิดอย่างนั้นก็ตาม
แต่มันก็คงยากที่จะอดกลั้นได้ ถ้าใจใม่มั่นคงพอ
ว่า สิ่งใดที่หามาได้ยาก ก็ย่อมคิดกันไปละว่า เป็นสิ่งที่มีค่ามากไปด้วย
แต่ที่พลาดไปก็คือ เครื่องประดับที่มีคุณค่าแท้จริงนั้น
ไม่ได้อยู่ที่ความล้ำค่าของของนั้นเลย
ความงดงามของเพชรนิลจินดาที่ส่องประกาย
เครื่องประดับราคาแพงเหล่านั้น มันอาจจะหาคุณค่าไม่ได้เลยก็ได้
เพราะสุดท้ายมันก็เป็นเพียงแค่สิ่งของที่คนอุปโลกน์คุณค่าของมันขึ้นมา
เหมือนอย่างที่อดัม สมิธได้ตั้งเป็นกฎทองของเศรษฐศาสตร์เอาไว้...
“เมื่ออุปสงค์สูง แต่อุปทานต่ำ สินค้านั้นก็จะมีค่ามากขึ้น
แต่เมื่อใดก็ตามที่อุปทานเพิ่มขึ้นจนมากเกินไป
สินค้านั้นก็ด้อยค่าลงทันที...”
สิ่งนี้ต่างจากคุณค่าที่เกิดขึ้นจากจิตใจของคน ว่าไหม ??
คอร์เนเลียอาจไม่มีเครื่องประดับที่หรูหราราคาแพงอย่างกัมปาน่า
แต่สิ่งที่เธอมีนั้นมีค่ามากกว่าสิ่งที่กัมปาน่ามีหลายเท่าตัว
เพราะเธอมีความรักที่งดงามในจิตใจ และพร้อมที่จะให้ลูกทั้งสองของเธอ
และลูกทั้งสองนั้น ก็พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างเธอตลอดเวลา...
ความรักจึงเป็นเครื่องประดับที่มีค่ายิ่งกว่าแก้วแหวนใดๆ
มันอาจเป็นสิ่งที่มีราคาสูง จนบางคนยอมใช้เงินที่มีทั้งหมดให้กับมัน
ยอมใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อเสาะหามันมาประดับร่างกาย
แต่มันก็เป็นสิ่งที่เรามอบให้แก่กันได้ โดยไม่ต้องคิดเงินตราใดเลย
ไม่ว่าจะเป็นความรักที่คอร์เนเลียมีต่อลูก
หรือจะเป็นความรักที่เรามีให้กับคนที่เรารักก็ตาม
มันย่อมเป็นเครื่องประดับอันงดงามล้ำค่า
ที่จะอยู่ติดตัว อยู่ภายในหัวใจของทั้งผู้ให้และผู้รับ
และรับรู้กันได้โดยไม่ต้องเอ่ยคำโอ้อวดอะไรเลย....
ขอเพียงเรามีความรักในจิตใจ และพร้อมที่จะมอบให้แก่กันและกัน
นั่นแหละ คือเครื่องประดับที่งดงามที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยมีมา...
อืม...ทั้งหมดนี้ฉันอาจจะคิดไปเองก็ได้...