เมื่อเช้านี้ได้มีโอกาสไปเฝ้ารับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
องค์ในหลวงของปวงชนชาวไทย ในโอกาสทรงออกมหาสมาคมครั้งที่ ๓ ในรัชกาล
ฉลองวาระที่ทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ ๖๐ ปี ที่หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม
ท่ามกลางกลุ่มพสกนิกรชาวไทย ที่พร้อมกายพร้อมใจมารวมกันยังที่แห่งนี้
เพื่อแสดงความจงรักภักดีในองค์กษัตริย์ผู้เป็นที่รักของปวงชน
รีบร้อนออกจากศิริราชเมื่อประมาณ ๗ โมงเช้าปลายๆ
ออกพร้อมกับเพื่อนอีก ๒ คนด้วยความรนสุดๆ
เพราะค่อนข้างจะสายเกินไปหน่อย สำหรับผู้ที่หมายจะได้เฝ้ารับเสด็จในแถวหน้า
นั่งรถข้ามสะพานพระราม ๘ ไปได้ไม่ทันไร เจอตำรวจปิดถนนตรงหน้า
เลยเป็นอันว่า ต้องเดินจากสี่แยกสักแห่ง ตามคลื่นมหาชน "เสื้อเหลือง"
ไปตามทางอีกไกลทีเดียว
เดินไปถึงซุ้มที่ถนนพระราชดำเนินนอก
ทีแรกก็คิดว่าคงจะหาโปรเจ็คเตอร์สักแห่งแถวนั้น เพื่อดู
เพราะมาสายป่านนี้ ไม่หวังว่าจะได้เห็นพระองค์จริงหรอก
ขอเพียงแต่มารับบรรยากาศ รับอารมณ์ร่วมในงานสักครั้งในชีวิต
เท่านี้ก็คงเพียงพอแล้ว
แต่พอเดินผ่านมาถึงซุ้มจริงๆ
กลับโดนเบียดดันเข้าไปในเต๊นท์ข้างทาง
แล้วก็ต้องไหลไปตามกลุ่มคนอีกนับร้อยในเต๊นท์นั้น
ด้วยจุดมุ่งหมายเดียวกัน ด้วยหัวใจดวงเดียวกัน
หัวใจที่หวังจะได้ชื่นชมพระบารมีขององค์พระเจ้าอยู่หัว
ผู้เป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจของชาวไทยทุกคน
และเพราะการไหลตามฝูงชนครั้งนี้นี่เอง
ฉันกับเพื่อนจึงได้เคลื่อนเข้าไปใกล้หน้าพระที่นั่งอนันต์สมาคม
ทีละนิด ทีละน้อย ค่อยๆกระเถิบไปตามแรง
จนพ้นออกจากเต๊นท์ ที่บริเวณถัดจากพระบรมรูปทรงม้า
ก่อนที่จะค่อยๆแทรกขยับเข้าไปใกล้หน้าพระที่นั่งฯ นั้น...
พวกเรายังคงค่อยๆเขยื้อนเข้าใกล้บริเวณหน้าพระที่นั่งฯ
ลุกบ้าง นั่งบ้าง เดินหน้าบ้าง ถอยหลังบ้าง
บางครั้งกลุ่มคนก็เบียดดันเสียจนเซ
ด้วยแรงของคนที่เนืองแน่นอยู่บริเวณนั้น
แต่ไม่ได้โกรธอะไรหรอก เพราะเข้าใจดี
ว่า ทุกคนก็คงมีความหวังที่ไม่แตกต่างกัน
จนสุดท้ายพวกเราก็ได้เข้าไปใกล้หน้าพระที่นั่งฯ
ห่างจากแถวแรกไม่เกิน ๑๐ เมตรเท่านั้น
นับว่าเหลือเชื่อเอาการอยู่ สำหรับคนที่มาถึงงานซะ ๘ โมงกว่า...
แดดที่ร้อนแรงของแสงอาทิตย์ยามสาย
หยาดเหงื่อที่ผุดรายอาบกายเป็นสายน้ำ
ความหิวกระหาย ความเหน็ดเหนื่อย
กลุ่มคนที่เบียดเสียดเอียดอึงอยู่ทั่วบริเวณ
เหล่านี้ไม่ได้ทำให้จิตใจของผู้คน ณ ที่นี้ท้อถอยเลยแม้แต่น้อย
ทั้งลูกเล็กที่ติดสอยห้อยตามคุณพ่อ คุณแม่
ทั้งเด็กหนุ่มสาว วัยเรียนรู้ ตลอดจนผู้สูงวัย
ล้วนแต่ตั้งใจรอคอยรับเสด็จ ด้วยหน้าตาที่ชื่นมื่นรื่นเริง
อันเกิดจากความยินดีที่จะได้ชื่นชมพระบารมี
แม้แดดจะร้อนแรงเพียงไร
แม้ความเหน็ดเหนื่อยจะรุมเร้า
แต่รอยยิ้มก็ยังคงประดับอยู่บนใบหน้าของทุกคน
คลาเคล้าด้วยเสียงพูดจาที่เป็นมิตร
เหมือนดั่งคนในครอบครัวเดียวกัน
ฉันได้นั่งอยู่ติดกับคุณป้าคนหนึ่ง อยู่สักครู่ใหญ่
คุณป้าก็ชวนฉันคุยอย่างคนที่รู้จักกันมานาน
ทั้งที่เราเพิ่งจะเคยพบกัน ณ ที่นี้
แต่เพราะหัวข้อสนทนาของเรานั้นตรงกัน
คือความรู้สึกที่มีให้กับผู้เป็นดั่งดวงใจ
ด้วยความจงรักภักดีอย่างสุดจิตสุดใจ
โดยมิได้ปั้นแต่งหรือกล่าวอ้างเลื่อนลอยแต่อย่างใดเลย
เช่นเดียวกับทุกๆ คนในที่นั้น ไม่ต่างกัน...
แสงแดดยังคงร้อนแรงอยู่อย่างนั้นจนเกือบ ๑๑ โมง
ท้องฟ้าวันนี้โปร่งเมฆ แดดจึงยังทวีความร้อนได้เรื่อยๆ
แต่คนที่มาเฝ้านั้นก็ไม่ได้ลดน้อยหนีหายไปไหน
กลับค่อยๆเพิ่มมากขึ้น จนล้นถนนราชดำเนินนอก
เลยออกไปตามเส้นอื่นที่ตัดผ่าน
เสียงน้องๆ ชั้นมัธยมสวดสรภัญญะ ยังคงดังติดต่อกัน
ประชาชนยังคงทะยอยกับเข้ามา
ที่มีร่มก็กางร่ม ที่ไม่มีก็เอาพัดบ้าง หมวกบ้าง หนังสือพิมพ์บ้าง บังแดดกันไป
มองเห็นภาพจากมอนิเตอร์ฝั่งตรงข้าม กวาดไปตามฝูงชน
เห็นแล้วก็ตกใจ เพราะผู้คนนั้นมากมายเหลือเกิน
ท่ามกลางพสกนิกรที่สวมเสื้อเหลืองกันมา
ถ้าให้ประมาณ ก็นับว่าเป็นหมื่น หรือแสน หรืออาจเกินกว่านั้นก็เป็นได้
สักประมาณ ๑๑ โมงกว่าๆได้
ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเสร็จพิธีทางศาสนา
และทรงชุดครุยทองฉลองพระองค์เต็มยศ
เสด็จออกที่สีหบัญชร ให้ประชาชนได้ชื่นชมพระบารมี
เป็นเรื่องที่คล้ายจะเหนือความคาดฝัน เกินกว่าคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์
และหากจะเป็นความบังเอิญ ก็เรียกว่าบังเอิญอย่างเหลือเชื่อ
ท่ามกลางแดดยามเพลที่ร้อนจัด แผดเกรียม
ครั้นพอพระองค์เสด็จออกยังสีหบัญชรนั้นแล้ว
เมฆก้อนใหญ่ก็เข้าบดบังบริเวณนั้น ให้แดดร่มลงทันที
สายลมเอื่อยเย็นโชยมา คลายความอ่อนล้าไปจนหมดสิ้น
นกฝูงหนึ่งบินมาวนล้อมอยู่เหนือพระที่นั่งฯ อย่างนั้นไม่ไปไหนเลย
พร้อมกับความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นพร้อมกัน
เหล่าพสกนิกรที่มาเฝ้ารับเสด็จนั้น ต่างลุกยืน ยืดตัว เขย่งเท้า
ชะเง้อมองไปยังจุดรวมสายตาจุดเดียวกัน
นั่นคือจุดที่พระองค์ทรงประทับอยู่ เพื่อชื่นชมพระบารมี
เสียงคนไชโยโห่ร้อง เสียงกล่าวซ้อง 'ทรงพระเจริญ'
ดังอื้ออึงกึกก้องไปทั่วบริเวณ ซ้ำแล้วซ้ำอีก
เพื่อแสดงถึงความรู้สึกภายในใจที่มีร่วมกันของทุกคน
หลังจากที่พระองค์ทรงรับคำกล่าวรายงาน
ได้ทรงมีพระราชดำรัชแก่พสกนิกรชาวไทย
จบแล้วทรงประทับยืน เคียงข้างสมเด็จพระราชินีนาถ
ทรงโบกพระหัตถ์ให้กับพสกนิกรที่เฝ้าแหนกันอยู่ ณ ที่นั้น
ท่ามกลางเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีดังขึ้น ตามด้วยเสียงไชโย
และคำกล่าว ทรงพระเจริญ ดังขึ้นเป็นคลื่นติดต่อกัน
จากดวงใจของพสกนิกรเบื้องหน้าพระพักตร์ กว่าแสน
ภาพธงเหลือง ธงไตรรงค์ปลิวสบัดไปทั่วบริเวณ
รอยยิ้มบนใบหน้า น้ำตาแห่งความปิติยินดีหลั่งรินไหล
ด้วยความปลื้มใจที่ได้มีโอกาสชื่นชมพระบารมี
อย่างที่ไม่สามารถจะเห็นที่ไหนได้อีกแล้วในโลกใบนี้...