Artz's profile(¯`·._.·[ รัตนาดิศรานุทิ...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    August 14

    บ้านหลังใหม่

    หลังจากที่พักตัดสินใจอยู่นาน
    ถึงความเป็นไปของ "รัตนาดิศรานุทิน" ใน MSN Space
    ที่ปรากฏตัวบนโลกอินเตอร์เน็ตมานานกว่าปี
    ว่าจะทำเช่นไรดี เมื่อมีหลายอย่างเริ่มติดขัด ขัดข้อง
    ไม่เป็นไปอย่างที่ใจต้องการ...
     
    จนกระทั่งได้รับคำแนะนำจากเพื่อนสนิท - Highwind
    ที่ชักชวนให้ลองย้ายบ้านดู เผื่อว่าอะไรๆ มันจะดีขึ้นบ้าง
    จนสุดท้ายก็ตกลงปลงใจว่า คงต้องย้ายบ้านกันจริงๆ
     
    ก็อย่างที่บอกนั่นละว่า ตอนนี้ "รัตนาดิศรานุทิน" ได้ย้ายบ้านแล้ว
    สำหรับเพื่อนที่เข้ามาใน Space นี้ ก็ไม่ต้องตกใจ
    เพราะ "รัตนาดิศรานุทิน" ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ย้ายบ้านใหม่ เท่านั้นเอง...
     
    ยินดีต้อนรับสู่บ้านหลังใหม่ ที่
     
     
    ขอบคุณทุกคนที่ติดตาม แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนกันอยู่ตลอดนะครับ
    August 05

    ๑ ปีที่ผ่านไป นาน...

     
    นับตั้งแต่วันแรกที่ Space นี้ปรากฏตัวขึ้น บนโลกอินเตอร์เน็ต
    มาถึงตอนนี้ ก็เกือบครบ ๑ ปีแล้ว
    กับความคิด ความตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยมของเจ้าของ
    ที่อยากจะใช้พื้นที่นี้ บันทึกเรื่องราวจังหวะอารมณ์
    เก็บเอาความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลาเอาไว้
    เป็นกล่องเก็บความทรงจำที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
    ที่บางอย่างก็ติดตรึงฝังแน่นอยู่ภายในจิตใจ
    ในขณะที่บางอย่าง กำลังจะลบเลือนหายไปตามกาลเวลา
     
    หนึ่งปี...กับเส้นทางที่ยาวไกล
    หนึ่งปี...กับหัวใจหมายเข้มแข็ง
    หนึ่งปี...กับชีวิตที่เปลี่ยนแปลง
    หนึ่งปี...กับเรี่ยวแรงที่ทุ่มเท
     
    หนึ่งปี...ที่ฝันใฝ่ในความฝัน
    หนึ่งปี...ที่ไหวหวั่นแอบว้าเหว่
    หนึ่งปี...ที่เรรวนซมซวนเซ
    หนึ่งปี...ที่ร่อนเร่พเนจร...
     
    มันก็นานอยู่เหมือนกัน เมื่อคิดย้อนกลับไป เมื่อ ๑ ปีที่แล้ว
    จำได้แม่น วันนั้นวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๔๙
    ขณะที่นั่งอยู่ที่ห้องคอมพิวเตอร์ หอชาย
    ท่องเว็บไปเรื่อยเปื่อยอย่างที่เคยทำเป็นประจำเมื่อว่าง
    เข้าโน่น ออกนี่ ค้นนั่น ค้นนี่ จนกระทั่งได้รู้จัก MSN Space 
    จาก Space ของเพื่อนสนิทคนหนึ่ง
    เสียเวลาอยู่สักพัก เพื่อทำความรู้จักและเข้าใจ
    กว่าจะใช้ฟังก์ชั่นที่ Space มีให้ได้อย่างที่ต้องการ...
     
    จากความรู้สึกเรื่อยเปื่อย ว่างเปล่าในวันนั้น
    เรื่องราวต่างๆ จึงเริ่มขึ้น ทีละเรื่อง จากภายในความรู้สึกลึกๆ
    ทยอยสั่งสม เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ จากหนึ่งเป็นสอง
    จากสองเป็นสาม แล้วกลายเป็นสี่, ห้า, หก,...
    กระทั่งเมื่อมานับดูในวันนี้ ปาเข้าไปตั้งกว่า ๖๐ เรื่องแล้ว...
     
    นึกตกใจอยู่ว่า...เอาเวลาจากไหนมาเขียนได้ขนาดนั้น...
     
    เพราะ ความรู้สึก เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ทุกวัน
    คงคล้ายกับความฝันที่เปลี่ยนแปลงได้ทุกคืน
    ครั้นพอลืมตาตื่น หลายครั้งที่หลงลืมไปเสียสนิท
    นี่แหละ ความรู้สึก
    บางครั้งมันก็ล่องเรื่อย เอื่อยเฉื่อย มึนชา
    เป็นผิวน้ำเมื่อลมสงบ ปราศจากคลื่นลมโกรกพัด
    เรียบ เงาวับ คล้ายกับกระจกที่ฉาบหลังไว้ด้วยปรอททึบหนา
    ด้านหน้าจึงสะท้อนภาพที่ส่องได้เฉียบคม ชัดเจน
    แต่บางครั้ง ความรู้สึกที่มีมันก็ตรงกันข้าม
    แทนที่จะสงบ กลับคลุ้มคลั่ง สับสน
    กลายเป็นท้องทะเลครวญ โถมคลื่นซาซัดเข้ากระแทกฝั่ง
    กระหน่ำซ้ำเป็นละลอก ตามจังหวะขึ้นลงของอารมณ์ในจิตใจ
    สะท้อนแสงกระเจิงไปทุกทิศทาง จะมองภาพใดก็ไม่เห็นได้เลย
     
    และเมื่อคลื่นลมนั้นคลายแรงลงไปเมื่อไร
    ความสงบของผิวน้ำนั้นก็กลับคืนมาอีกครั้ง
    วนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่อย่างนี้เรื่อยไป
    ไม่มีวันใดที่ความรู้สึกจะหยุดพักได้เลย
    แม้สักชั่วขณะวินาทีเดียวก็ตาม
     
    เหตุผลจากความรู้สึก
    มีอำนาจทั้งกระตุ้น ผลักดัน และแม้แต่ยับยั้งความคิด
    คอยทำให้นึกครุ่นคิดถึงเรื่องราวต่างๆ อยู่เสมอ
    ทุกเรื่องราวที่บันทึกอยู่ภายในพื้นทีแห่งนี้
    จึงเป็นเสมือนตัวแทนความรู้สึก แทนจังหวะอารมณ์
    รองรับความเป็นตัวตนที่แท้จริงของเจ้าของในแต่ละช่วงเวลา
    แต่ละเรื่องที่ปรากฏ แต่ละความรู้สึกที่ซึมผ่านตัวอักษรแต่ละตัว
    ล้วนเกิดจากผลึกที่กลั่นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
    ละลายผ่านความทรงจำ แล้วปรากฏขึ้นมาทีละนิดจนเต็ม
    จากหนึ่งความคิด ถ่ายทอดเป็นตัวอักษรทีละตัว กลายเป็นคำ
    รวบรวมเป็นประโยค หนึ่งประโยค หลายประโยค
    กระทั่งกลายเป็นเรื่องราว แตกต่าง หลากหลาย
    ทั้งสุข ทุกข์ สดชื่น ซึมเซา เงียบเหงา ที่เด่นชัดขึ้น
    จากต้น จนจบ หรือบางเรื่องอาจไม่มีตอนจบเลยก็เป็นได้...
     
     
     
    อย่าหาว่าบ่นเพ้ออะไรเลย
    ก็แค่คนอยากคิดอยากเขียน เท่านั้น
    ไม่ได้คิดหวังอะไรมากไปกว่านี้เลย
    เหนื่อยมาก็นาน ท้อแท้มาก็มาก
    เคยทั้งสมหวัง ผิดหวัง ดีใจ ร้องไห้
    เวลา ๑ ปีที่ผ่านเข้ามา แล้วผ่านออกไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
    เป็นแต่เพียงเครื่องหมายบอกหลักของชีวิตที่เดินทางผ่านมาเท่านั้น
    ไม่มีใครรู้ว่าเส้นทางเส้นนี้จะยาวไกลไปอีกสักเท่าไร
    จะคดเคี้ยว ดิ่ง ตรง หรือจะสิ้นสุดลงที่ตรงไหน อย่างไร
    ไม่มีใครรู้เลย...
     
    ถ้าจะขอเอาเวลาที่ยังเดินอยู่บนเส้นทางชีวิตเส้นนี้
    เก็บเอาเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้า รวมทั้งทิวทัศน์ริมข้างทาง
    มาบันทึกลงในพื้นที่แห่งนี้ ในกล่องความทรงจำใบนี้
    ก็คงจะไม่ผิดอะไรมากไปละกระมัง...
     
     
     
     
     
     
     
     
    July 31

    จิ้งหรีด กับ หอยทาก

    บนพื้นดินฉ่ำหลังฝนพรำได้ชั่วครู่

    จิ้งหรีดตัวหนึ่งออกมากระโดดโลดเต้นอย่างร่าเริง

    ดีใจหนักหนาที่ขาของมันกลับฟื้นคืนแข็งแรง

    หลังจากที่ต้องหยุดพักหลบฝน ทนหนาวอยู่ในรูเป็นเวลาหลายชั่วโมง

     

    เจ้าจิ้งหรีดภาคภูมิใจกับกำลังขาของมันมาก

    แต่ละครั้งที่มันกระโดด ตัวมันจะลอยไกลออกไปได้อีกหนึ่งเมตร

    เพียงแค่มันออกแรงน้อยนิด ดีดขาสักเปาะ

    ร่างมันก็ลอยไปไกล หนึ่งเมตร สองเมตร จนถึงหลายเมตร

    ไกลได้ตามที่ใจมันปรารถนา ด้วยเวลาชั่วครู่เท่านั้น

    ไม่มีใครที่จะสู้มันได้เลย...นี่แหละที่มันภูมิใจนักหนา...

     

    วันนี้ หลังจากออกมาสีปีกอยู่สักพัก พอปีกแห้ง

    มันก็เหลือบไปเห็นสัตว์ชนิดหนึ่ง

    เจ้าสัตว์ตัวน้อยนั้นแบกเอากล่องแหลมใบใหญ่ไว้บนตัว

    แล้วค่อยๆ คลานขยับร่างของมันให้เคลื่อนที่ไปทีละนิดๆ

    เชื่องช้า เอื่อยเฉื่อย ไร้แรงพลัง...

     

    ช่างน่าหัวเราะเสียจริง...

    นี่มันตัวอะไรหนอ...ทำไมถึงได้เชื่องช้าได้ขนาดนี้...

    ช่างน่าหัวเราะเสียจริง...

     

    เจ้าจิ้งหรีดคิด แล้วก็หัวเราะเบาๆ ในลำคอ...

    แล้วมันก็คิดอะไรขึ้นมาได้ จึงร้องทักสัตว์น้อยตัวนั้นออกไป...

     

    เฮ้ย...เฉื่อย...ฉันชื่อจิ้งหรีดนะ

    เธอเป็นใครกัน  ทำไมจึงมาเดินต้วมเตี้ยมอยู่ที่นี่ได้...

    เสียงทักนั้นเร็วปร๋อ แทบจับคำไม่ทัน

     

    เอ่อ...ฉาน...ชื่อ...หอย...ทาก...

    ฉาน...กาม...ลาง...จา...กลาบ...บ้าน....

    เมื่อ...วาน...นี้...ฉาน...เดิน...เพลิน...ปาย...หน่อย...

    ก้อ...เลย...

     

    เฮ้ย..พอเถอะ ไม่อยากฟังแล้ว ชักช้าอยู่ได้

    เคยทำอะไรให้ทันใจบ้างรึเปล่า...

     

    หอยทากตัวน้อยนิ่งอึ้ง มันไม่รู้จะตอบจิ้งหรีดอย่างไรดี

    ก็ในเมื่อตั้งแต่มันเกิดมา มันก็เป็นของมันอย่างนี้

    เดินเรื่อยๆ ค่อยคลานไปทีละนิดๆ อย่างที่มันเป็น

    ก็ไม่เคยเห็นว่ามีใครจะว่ากล่าวอะไรมันสักที

    และมันก็ไม่เคยทำอะไรให้ใครเดือดร้อนใจมาก่อน

    นี่ก็เพิ่งจะเคยเจอกัน ใครก็ไม่รู้

    พูดก็เร็ว ฟังก็ไม่ทัน จะรีบไปไหนก็ไม่ได้บอกก่อน

    พอเจอหน้าก็ว่ากันเสียแล้ว...เออ...

     

    เฮ้ย...น่าสงสารสภาพของเธอจริงๆ

    เกิดมาคงไม่เคยได้รู้จักความเร็ว

    เมื่อกี้เห็นเธอบอกว่ากำลังจะกลับบ้าน

    บ้านเธออยู่ไกลสักเท่าไหร่กัน ?

     

    ม่าย...กลาย...หรอก...

    เปน...รู...ที่...มี...ดิน...พูน...อยู่...

    อีก...แป๊บ...เดียว...ก้อ...ถึง...แล้ว...

     

    ถ้าอย่างนั้น...

    เอาเป็นว่าเรามาแข่งกันดีไหม

    แข่งขันกันว่าใครจะไปถึงบ้านเธอก่อนกัน

    ถ้าใครเข้าบ้านเธอได้ก่อน ก็ถือว่าชนะ

    เป็นไง เอาอย่างนี้ดีไหม ...???

     

    ยาง...ง้าน...ก้อ...ด้าย...

    ตาม...

     

    ยังไม่ทันจะฟังหอยทากพูดจบ

    จิ้งหรีดก็ออกแรงดีดขา เปาะ เปาะ เปาะ

    หนึ่งเมตร สองเมตร จนถึงหลายเมตร

    อย่างที่มันเคยทำอยู่ทุกวัน

    ตัวของมันพุ่งไปข้างหน้า รวดเร็ว ห่างออกไปไกล

     

    ส่วนเจ้าหอยทากก็ยังคงคลานต่อไป

    ค่อยๆ กระเถิบร่างไปบนพื้นดินที่อ่อนนุ่ม สบาย

    ทีละนิด ทีละนิด ใกล้บ้านมันเข้าไปทุกที

    อีกไม่ไกล...อีกไม่ไกล...ก็จะถึงบ้านแล้ว...

     

    ...

     

    เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้

    นับตั้งแต่เจอกับจิ้งหรีด

    นับตั้งแต่จิ้งหรีดดีดตัวออกจากมันไป

    รู้แต่เพียงว่าอีกไม่ไกล ก็จะถึงบ้านที่แสนอบอุ่นของมันแล้ว

    นั่นไง...อีกเพียงลางๆ เท่านั้น

    รอยดินพูนที่มันก่อเอาไว้เป็นสัญลักษณ์

    กับกลิ่นเมือกจางๆที่ยังไม่หายไปพร้อมกับละอองฝน

    บ้านที่รักของมัน...

     

    แล้วจิ้งหรีดหายไปไหนเสียแล้ว ??? หอยทากคิด

    หรือว่ามันมาถึงก่อน รอนานจนเบื่อ

    จึงหนีกลับไปก่อนแล้ว...อืม...ช่างมันเถอะ...

     

    ว่าแล้วหอยทากก็ค่อยๆ คลานผ่านลงรู

    ลงสู่บ้านที่แสนอบอุ่นของมัน...

     

    ทิ้งจิ้งหรีดให้กระโดดโลดเต้นไปมาอยู่รอบๆ รูอย่างนั้น

    ห่างจากรูไม่ไกลหรอก ไม่ถึงหนึ่งเมตรด้วยซ้ำ

    เพียงแต่มันเคลื่อนที่เร็วเกินไป จนหอยทากไม่ทันจะมองเห็น

    ก็เท่านั้นเอง...

     

     

    July 24

    เหตุผล...อารมณ์...ความรู้สึก

     
    เป็นธรรมดาของความว่าง ที่ทำให้คนเรารู้สึกเบื่อหน่าย
    เพราะสิ่งต่างๆที่ผ่านไปมันแสนจะเฉื่อยชา เชื่องช้า จืดชืด
    จนบางทีก็เป็นเอามาก จนรู้สึกเหนื่อยได้เลยทีเดียว
    แปลกดีนะ !!!
     
    แต่ในความน่าเบื่อหน่ายที่ว่านั้น
    มันก็แฝงด้วยประโยชน์อยู่บ้าง แม้สักเพียงนิดหน่อย
    นั่นก็เพราะความว่าง ทำให้ความคิดของเราได้เริ่มใช้งาน
    ได้ครุ่นคิด ได้ทบทวนเรื่องราวต่างๆ ในแบบที่หลายครั้งเราไม่เคยจะได้คิด
    เรื่องของเรื่องก็เพราะความวุ่นวาย อย่างที่เรียกว่า busy
    มันคอยเข้ามาปั่นหัวเราอยู่ตลอดเวลา
    ว่า นั่นก็งาน นี่ก็งาน  ทำงานนั้นเสร็จ ก็มีงานนี้ต่อ 
    หรือบางทีเรื่องเก่ายังไม่เรียบร้อย เรื่องใหม่ก็ทับทบเข้ามาเสียแล้ว
    หัวสมองบางพื้นที่จึงอาจจะโดนกดให้หยุดพักไป
    แต่พอเมื่อไหร่ที่สมองได้พักผ่อนจากงานประจำ
    ไม่ต้องคอยกังวลกับเรื่องราวอะไรให้มากนัก
    บางพื้นที่ของสมองที่ไม่ค่อยได้ใช้ ก็เริ่มต้นทำงาน
    มันเริ่มตั้งคำถาม หาคำตอบ วนไปเวียนมาด้วยตัวของมันเอง
    แม้ว่าเราอาจจะไม่ได้บังคับมัน
    หรือบางครั้ง อาจจะเป็นเพราะเราบังคับมันไม่ได้ ก็เป็นได้
     
    เคยถามตัวเองบ้างไหมว่า อะไรที่ทำให้คนเราต่างจากเหล่าสัตว์
    ทั้งที่วงจรชีวิตของเราก็ไม่ได้แตกต่างจากเพื่อร่วมโลกเหล่านั้นสักเท่าไหร่
    เรามีเกิด พวกเหล่านั้นก็มีเกิด เรามีกิน ถ่าย สืบพันธุ์ เพื่อนเหล่านั้นก็มีเหมือนกัน
    หรือบางทีเราอาจจะมีบางอย่างมากน้อยไปบ้าง แต่ก็ไม่ต่างกันมากนัก
     
    ฉันเองเคยสงสัย สงสัยมานาน
    เมื่อก่อนที่เรียนชั้นประถม ชั้นมัธยม
    เคยเอาคำถามนี้ไปถามอาจารย์ ถามด้วยคำถามง่ายๆ นี่แหละว่า
    "ทำไมคนถึงต่างไปจากสัตว์ ??
    หรือถ้าไม่ต่าง ทำไมคนถึงเรียกตัวเองว่าสัตว์ประเสริฐ
    ก็ทั้งที่เป็นเพื่อร่วมโลกอย่างเดียวกัน ???"
     
    สงสัยจะเป็นเพราะอาจารย์เห็นว่าฉันเรียนวิทยาศาสตร์
    หรือไม่ก็เป็นคงเพราะอาจารย์คิดว่าคำตอบทางวิทยาศาสตร์นั้นฟังดูเข้าที
    จึงตอบฉันด้วยคำพูดที่ราบเรียบที่สุดว่า
    "สิ่งที่ทำให้คนต่างไปจากสัตว์ ก็เพราะว่าคนสามารถคิดได้อย่างมีเหตุมีผล
    คิดอะไรได้เป็นขั้นเป็นตอน เป็นระเบียบแบบแผน
    ความคิดอย่างนี้ พวกสัตว์ทำไม่ได้หรอก
    พวกมันได้แต่ใช้ชีวิตไปตามสัญชาตญาณ อยู่ไปตามมีตามเกิด
    ไม่ได้คิดอะไรใหม่ เคยอยู่มาอย่างไร ก็จะอยู่ต่อไปอย่างนั้น
    นี่แหละคือสิ่งที่สัตว์ต่างจากคน
    และนี่แหละคือสิ่งที่ทำให้คนเป็นสัตว์ประเสริฐ..."
     
    ฉันรับฟังคำตอบนั้นอย่างตั้งใจ และใส่ใจขบคิดอยู่นาน
    ...สัตว์ไม่มีเหตุผล...สัตว์ไม่มีความคิดสร้างสรรค์...
    ...สัตว์ไม่มีระเบียบแบบแผน......สัตว์ไม่มีความประเสริฐ...
     
    ...จริงเหรอ...???
    บางทีพวกสัตว์อาจจะมีสิ่งเหล่านี้เหมือนกับพวกเราก้ได้
    เพียงแต่เราไม่รู้เท่านั้นเอง
     
     
    บางทีคนเรา หรืออาจจะเป็นผู้ใหญ่ในอดีตของพวกเรา
    ที่เป็นคนตั้งกฎเกณฑ์ สร้างความประเสริฐให้กับตัวเอง
    โดยบอกว่า คนเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุมีผล
    มีความคิดที่กว้างไกล อย่างที่สัตว์อื่นทำไม่ได้
    เอาเหตุผลมาเป็นเรื่องหลักในการทำงาน เป็นปทัสถานการดำรงตน
    สร้างชีวิตบนความเชื่อที่เป็นวิทยาศาสตร์
    เป็นเรื่องเป็นราว ฟังดูน่าเชื่อถือ ขัดไม่ได้
    เพราะผ่านการพิสูจน์จาก Scientific method เรียบร้อยแล้ว...
     
    นี่แหละคือสิ่งที่คนเชื่อว่าเป็นสิ่งประเสริฐ
    คนมักจะเชื่อในเหตุผล เชื่อในวิทยาศาสตร์
    สิ่งใดที่ต่างไป หรือเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้
    ใช้ Scientific method เพื่อพิสูจน์ความเชื่อนั้นไม่ได้
    ก็พาลหาว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่น่าเชื่อถือ ไม่น่ายอมรับ
    บางคนถึงกับปฏิเสธความเชื่อนั้นอย่างไม่มีเยื่อใย...
     
    ก็ทั้งที่บางที พวกเขาก็ตกอยู่ในความคิดที่พิสูจน์ไม่ได้อยู่เหมือนกัน
     
     
    แท้จริงแล้ว...
    ชีวิตของเราก็ไม่ได้อยู่กับวิทยาศาสตร์ตลอดเวลา
    หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้เดินอยู่บนเหตุและผลตลอดเวลา
    เราไม่ได้เป็นอย่างที่เราเชื่อ หรืออย่างที่คนอื่นทำให้เราเชื่อ
    บนพื้นฐานของชีวิต เรามีอะไรที่นอกเหนือไปจากเรื่องจืดชืดเหล่านั้นมาก
     
    คนอาจจะเชื่อว่าความรู้สึกของคน เป็นเพียงแค่กระแสประสาทที่วิ่งแล่นอยู่ในหัวสมอง
    คำว่า จิตใจ เป็นเพียงเรื่องสมมติของคนเพ้อฝัน คนไม่มีเหตุผล
    ทั้งหมดที่เกิดขึ้น เป็นเพียงเรื่องของสารเคมีที่เพิ่มขึ้น ลดลง
    เป็นเพียงเรื่องของไฟฟ้า การเหนี่ยวนำ ให้ร่างกายตอบสนอง
    ความรัก ความเกลียด ความสุข ความทุกข์ ความรู้สึกต่างๆ
    อาจเป็นเพียงการเพิ่มลดของ Serotonin, Acetylcholine, Dopamine...
    อาจเป็นเพียง Action Potential ที่สูงเกินกว่า Threshold
    แล้วแล่นผ่าน Limbic system, Hypothalamus, จนถึง Cortical Reticular System
    ทำให้รับรู้ รู้สึกวาบหวาม หวั่นไหวไปตามระดับสูง ต่ำ ของปฏิกิริยา...ก็เท่านั้น
    ไม่ได้มีความหมายลึกซึ้งแต่อย่างใดเลย...
     
    นั่นเป็นคำอธิบายของผู้ประเสริฐ
    ผู้ที่เชื่อว่า จิตใจ ไม่มีอยู่จริง
    ผู้ที่เชื่อว่าความคิด ความรู้สึก อารมณ์ ทุกสิ่งทุกอย่าง
    เป็นเพียงแค่เรื่องของปฏิกิริยาธรรมดาๆ ไม่มีอะไรพิเศษแม้แต่น้อย
     
    แต่แม้ว่าฉันจะเรียนทางสายวิทยาศาสตร์มาตลอดชีวิต
    จนสุดท้าย ถึงจะร่ำเรียนมามากมาย ฉันก็ยังไม่เข้าใจ
    ก็ในเมื่อความรู้สึกต่างๆ เกิดขึ้นใน Mechanism อย่างเดียวกัน
    กระแสไฟฟ้าอย่างเดียวกัน สารเคมีอย่างเดียวกัน
    เกิดการกระตุ้น รับรู้ในสมองส่วนเดียวกัน
    แต่คนก็มีความรู้สึก มีการแสดงออกที่แตกต่างกัน
    นึกรัก นึกชอบ ในสิ่งที่แตกต่างกัน
    หรือบางที ฉันอาจจะไม่ใช่ผู้ประเสริฐอย่างที่ใครเขาว่า
    และคงจะไม่ได้เป็นไปจนตลอดชีวิตก็เป็นได้
    ตราบเท่าที่ความประเสริฐยังมีนิยามเหมือนอย่างที่ได้บอกไป
     
    เหตุผล วิทยาศาสตร์
    มีอำนาจบังคับความเชื่อของคนทั้งโลกให้เห็นตามได้
    ใครเชื่อจะได้เป็นผู้ประเสริฐ ใครไม่เชื่อก็ไม่ได้เป็น
    แต่บางสิ่งที่หลายคนอาจจะไม่ทันคิด
    หรืออาจจะเป็นฉันคนเดียวที่คิดเพ้อไปก็ได้
    ถึงแม้เหตุผลจะเป็นสิ่งที่พร้อมทุกอย่าง
    แต่สิ่งที่อาจจะขาดไปก็คือ จิตใจ
    ความรู้สึกที่ไม่ต้องการการตั้งคำถาม ไม่ต้องการสมมติฐาน
    และไม่ต้องการการพิสูจน์เพื่อสรุปผล
    แต่ต้องการเพียง ความรู้สึกลึกๆ ที่จะรับรู้เรื่องราว
    รับรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้นด้วย จิตใจ
    โดยที่ไม่ต้องใช้ความรู้ทางสารเคมี หรือไฟฟ้าสมองอะไรเลย
     
    โลกนี้อาจจะต้องการเหตุผลเป็นหลัก
    แต่โลกคงไม่ต้องการให้เหตุผลเป็นทุกสิ่งทุกอย่างหรอกกระมัง
    ก็ถ้าหากว่าเหตุผลทำให้คนเป็นผู้ประเสริฐ
    ฉันคงจะขอยอมเป็นคนส่วนนอก ที่ไม่ใช่ผู้ประเสริฐ
    แต่ขอเป็นคนธรรมดา อยู่อย่างธรรมดากับ จิตใจ ของตัวเองดีกว่า
     
     
    ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ
    บางทีความว่าง มันอาจจะทำให้สมองของฉันทำงานมากเกินไป
    จนถึงกับเพ้อมากไปก็ได้...
     
    July 20

    ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

     
    ข่าวแถลงการจากสำนักพระราชวัง
    ประกาศให้ประชาชาวไทยได้รับทราบโดยทั่วกัน
    ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช
    ทรงเข้ารับการผ่าตัดรักษา พระปิฐิกัณฐกัฐิ
    ที่โรงพยาบาลศิริราช ในวันนี้...
     
    บรรยากาศความคึกคักของประชาชนที่หมายเฝ้ารับเสด็จมากมายล้นหลาม
    แม้อาจจะไม่มากมายเท่ากับเมื่อครั้งเสด็จออกมหาสมาคม
    ที่พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน
    แต่ก็นับได้ว่า ประชาชนที่มารอเฝ้ารับเสด็จในวันนี้
    นับว่ามากมาย เมื่อเทียบกับพื้นที่ของโรงพยาบาล
     
    ประชาชนจำนวนมากมาเฝ้าแหนตั้งแต่ท่าพรานนก
    เรื่อยมาตามถนนหน้าราชแพทยาลัย
    ที่ลานหน้าพระบรมรูปสมเด็จพระมหิตลาธิเบตร ฯ
    และเลยไปจนแน่นถึงใต้ตึกเฉลิมพระเกียรติ
    ที่ซึ่งจะทรงเข้าพักรักษาพระองค์ที่ชั้น ๑๖
    ต่อสายตาที่เห็น ประชาชนพร้อมใจกันสวมเสื้อเหลืองเฝ้ารอ
    ในมือถือธงพร้อมที่จะโบกสะบัด เป็นแถวยาว
    ด้วยหัวใจ ด้วยความรู้สึกอย่างเดียวกัน...
     
    จนเมื่อประมาณบ่าย ๒
    รถยนต์หลวงสีครีมหลายคันเคลื่อนผ่านถนนหน้าตึกกายวิภาคศาสตร์
    ซึ่งตอนนี้กลายเป็นกองบัญชาการทหารและตำรวจชั่วคราว
    และเลี้ยวเข้าใต้ตึกเฉลิมพระเกียรติ
    ประชาชนที่รอเฝ้าแหนต่างขยับตัว ชะเง้อมอง
    ที่มีธงอยู่ในมือก็โบกสะบัด
    เสียงจากใจ ตะโกนว่า "ทรงพระเจริญ" ต่อเนื่องกันไม่ชาดสาย
    ตั้งแต่รถยนต์หยุดจอด  กระทั่งพระองค์เสด็จพระราชดำเนินขึ้นตึกไป
     
    ฉันเองก็พอจะได้มีโอกาสอยู่ร่วมในเหตุการณ์
    แม้จะไม่เต็มตัวอย่างเมื่อคราวที่เสด็จออกมหาสมาคม
    เพราะเป็นช่วงเวลาเรียน ไม่สะดวกที่จะมารอเฝ้าแต่เนิ่นๆ
    ต้องรอจนอาจารย์ปล่อยเสียก่อน จึงจะได้ปลีกตัวออกมา
    ซึ่งก็ออกจะช้าอยู่ เพราะโดนตำรวจกันไว้ไม่ให้ล้ำเข้าไปใกล้นัก
    จึงได้แต่ชะเง้อมองพระองค์อยู่ไกลๆ
    พอแต่แวบเห็นเพียงพระปฤษฎางค์ของพระองค์เท่านั้น
    แต่แม้กระนั้นก็รู้สึกตื้นตันใจเป็นยิ่งนัก
    เพราะระยะที่เห็น หากจะนับก็คงไม่เกิน ๓๐ เมตรเท่านั้น
     
    เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ได้ อธิบายไม่ถูก
    และคงไม่มีเหตุผลอันใดที่จะชี้แจงความรู้สึกนี้ได้
    ว่าเพราะเหตุใด พระองค์จึงทำให้ประชาชนจำนวนมาก
    เกิดความรู้สึกตรงกันได้อย่างน่าอัศจรรย์
    คือความรัก ความเคารพ ความห่วงหวง
    ในองค์พระผู้เป็นดั่งดวงใจ เป็นดั่งทุกสิ่งทุกอย่างของความเป็นไทย
    และประชาชนทุกคนก็พร้อมจะมอบชีวิตจิตใจให้กับพระองค์
    โดยไม่มีเงื่อนไขผูกมัดใดเลย...
     
    ตกเย็น  สายฝนโปรยปรายพอฉ่ำพื้น
    ประชาชนยังคงปักหลักกันอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช
    โดยเฉพาะที่ใต้ตึกเฉลิมพระเกียรติ
    และลานพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบตรฯ
    บ้างก็คอยเฝ้ารับเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่น
    และบางส่วนก็รวมตัวกันสวดมนต์ กล่าวคำอธิษฐาน
    เสียงดังกังวานไปทั่วบริเวณ
    ขอให้พระองค์ทรงมีพระพลานามัยที่สมบูรณ์
    เป็นมิ่งขวัญของชาวไทยสืบไป...
     
    ฉันเองยังรู้สึกขนลุกกับภาพเหตุการณ์อย่างนี้
    เป็นความรู้สึกเย็นวาบที่ซาบซึ้งจนปริ่มล้นดวงใจ
    นี่แหละคือความรู้สึกของประชาชนชาวไทย
    คือความรู้สึกที่หลั่งล้นออกมาจากก้นบึ้งของดวงใจ
    เรามีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาสามารถ
    เป็นดั่งพ่อผู้ห่วงใยลูก เป็นที่รักของลูกอย่างสุดจิตสุดใย
    ไม่มีคำสวยหรูใดจะกล่าวอ้างได้ตรงความรู้สึก
    แต่ทุกคนล้วนเข้าใจตรงกัน...
     
    ในฐานะของนักศึกษาแพทย์ศิริราช
    ในฐานะของประชาชนชาวไทย
    ผู้อาศัยพระบรมโพธิสมภารของพระองค์...
     
    ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน...
     
     
     
     
     
    July 08

    Hail...Hail !!!

     
     
    ระบัดพลิ้วปลิวลมแผ่วพรมผ่าน
    กล่อมดวงมานดาลฝันบรรโลมสรวง
    อ่อนละมุนอุ่นละไมแนบในทรวง
    ประหนึ่งดวงใจมั่นสัมพันธ์ซึ้ง
     
    สัมพันธ์สายรหัสสานแม้กาลเคลื่อน
    วันที่เลือนเดือนที่ลาอาจมาถึง
    แต่ความรักถักร้อยคอยคำนึง
    ให้ตราตรึงตราบสายพระพายซ้อน
     
    พระพายสั่งระรอกส่งประจงพัด
    เกี้ยวกระหวัดแว่วประดุจอนุสรณ์
    แทนถ้อยคำอำลาแสนอาวรณ์
    ที่เวียนย้อนผ่อนย้ำในสำนวน
     
    ระบัดพลิ้วปลิวลมแผ่วพรมไหว
    กล่อมดวงใจให้ซึ้งรำพึงหวน
    แม้ตัวหายกายห่างร้างรัญจวน
    แต่ใจล้วนชิดใกล้ไม่ห่างกัน...
     
    แทรกในสไลด์ให้พี่บัณฑิต ซีเนียร์รุ่น ๑๑๑
    จากเฟรชชี่รุ่น ๑๑๕
     
     
     
    เมื่อวานไปร่วมงานเลี้ยงพี่บัณฑิต ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ สุขุมวิท ๑๑
    เพื่อแสดงความยินดีกับแพทย์ศิริราช รุ่น ๑๑๑
    ในโอกาสรับพระราชทานปริญญาบัตร
    หลังจากเรียนจบ และได้เป็นแพทย์เต็มตัวเสียที
     
    เหนื่อยเหมือนกันกับความวุ่นวายเล็กๆ ตลอดช่วง ๓ วันที่ผ่านมา
    เพราะมีกิจกรรมมากมายที่ต้องทำ  เพื่อพี่ๆ
    ตั้งแต่ร่วมร้องเพลงให้กับพี่ ในวันรับใบประกอบโรคศิลป์ ที่ราชแพทย์
    เดินหามุมเหมาะเพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึกในวันรับพระราชทานปริญญา
    ก็เรียกว่าเดินกันจนเมื่อขา และเก๊กท่าซะจนเมื่อยตัว
    แต่จนแล้วจนรอด เกือบทุกรูปที่ออกมา ท่าทางมันก็ไม่ได้ต่างอะไรกันเลย
    เพราะเหมือนกับว่าแต่ละครังที่ถ่าย มันมีความลงตัวอยู่แล้ว แบบเดิมๆ
    เลยไม่รู้จะเปลี่ยนแปลงอะไรดี...
     
    กลับมาก็นอนนวดขาอยู่นาน ทายาซะคลุ้งไปเลย...
     
    แต่อย่างน้อยสิ่งที่ทำไปก็เต็มใจทำ เพราะทำไปเพื่อพี่ๆ
    แม้ว่าสิ่งที่ทำนั้นจะเล็กน้อยเหลือเกิน เมื่อเทียบกับสิ่งที่พี่ๆได้ให้มาก่อนหน้านี้
     
    จนเมื่อวานนี้ได้ไปร่วมงานเลี้ยงที่โรงแรม
    เพื่อนแต่ละคนก็แต่งตัวกันออกสวย ออกหล่อ
    ที่เคยสวยก็สวยยิ่งขึ้น ที่เคยหล่อก็หล่อมากกว่าเดิม
    เล่นเอาจนฉันเองก็จำเพื่อนไม่ได้ไปหลายคน
     
    ที่เป็นเพื่อนก็ไปกันเป็นกลุ่ม เฮฮาไปตามประสาคนโสด
    ที่เป็นแฟนก็ไปกันเป็นคู่ ออกหน้าออกตาไปตามประสาคนรักกัน
    แสงแฟลชจากกล้องส่องวูบวาบเป็นระยะ
    จากกล้องโน้นบ้าง กล้องนี้บ้าง สลับกันไป
    เล่นเอาเมาแฟลชไปเลย...
     
    แต่เห็นทุกคนมีหน้าตาที่ชื่นมื่นก็รู้สึกยินดี
    ทั้งรุ่นพี่ รุ่นเพื่อน รุ่นน้อง...
    เหมือนกับว่างานนี้เป็นงานปลดปล่อยสำหรับพวกเรา
    ปลดปล่อยจากภาระตำราที่ต้องแบกเอาไว้ตลอดการเรียน
    ปลดปล่อยจากภาระหน้าที่ต้องแบกรับมานาน
    เพื่อร่วมยินดีกับเพื่อนหรือพี่ที่ประสบความสำเร็จ ตามที่ได้หวังและตั้งใจ 
    อย่างน้อยก็เท่ากับว่าผ่านด่านชีวิตไปอีกขั้นหนึง
    ในงานนี้จึงมีแต่รอยยิ้มที่น้องมอบให้พี่ และพี่มอบให้น้อง
    กับถ้อยคำดีๆจากใจ  ที่บางอย่างก็ยังไม่เคยจะได้บอกกัน...
     
    เส้นทางเดินทุกเส้นทาง ยอมมีจุดสิ้นสุด
    อาจจะสั้นบ้าง ยาวบ้าง  กว้างบ้าง แคบบ้าง
    บางเส้นทางอาจคดเคี้ยวจนหลายคนท้อ
    บางเส้นทางก็ขรุขระ แหลมคม คอยแต่จะสร้างรอยบาดแผลเอาไว้
    แต่ไม่ว่าเส้นทางนั้นจะดีหรือร้าย จะสบายหรือทุกข์ระทม
    ทุกเส้นทางก็มีจุดมุ่งหมาย คือความสำเร็จในชีวิต...ตามที่ตนเองได้ใฝ่ฝันเอาไว้
    แม้จะเหน็ดเหนื่อยยากเย็นเพียงไร ผลรางวัลที่ได้มันก็คุ้มค่ากับการลงทุน
     
    เหมือนอย่างที่พี่ๆ ศิริราชรุ่น ๑๑๑ ได้รับ
    และจะได้รับต่อๆกันไปทุกรุ่น ทุกคน...
     
     
    Hail...Hail...the Gang's all here
    what the hell do we care,
    what the hell do we care, la !
     
    Hail...Hail...the Gang's all here
    what the hell do we care,
    what the hell do we care, now !!
     
    ขอแสดงความยินดีกับพี่บัณฑิตแพทย์ศิริราช รุ่น ๑๑๑ ทุกคนครับ !!!
    June 19

    มหกรรม

     
     
     
    ...
     
    มหกรรมจำชื่อ ยา แสนน่าเบื่อ
     
    มหกรรมจำชื่อ เชื้อ มากเหลือหลาย
     
    มหกรรมจำ Nerve tract อกแตกตาย
     
    Lesion ล้น จนตาลาย...ตายแน่กรู !!!
     
    ...
     
     
     
     
    อ๊ากซ์.....จะสอบอีกแล้ว....!!!
     
     
     
    ยังอุตส่าห์ไร้สาระได้อีก
    ไปอ่านหนังสือได้แล้ว
    ...
     
    June 09

    เย็นศิระเพราะพระบริบาล

    ผคมบรมขัตติยาธิราช
    สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙
          ยอกรน้อมและประณต ณ บทยุคลบาท
    องค์เอกดิเรกราช                                   กษัตริย์
          เหนือเขตคามสยามสิไพบุลยพัฒน์
    ใต้ร่มบรมฉัตร                                       สมัย
          เกรียงเกริกเกรียรติขจรจรัสกิรติไกล
    เรืองเดชพิเชฏฐ์ชัย                                 อนันต์
          สมนามท้าวอภิไธยมหา 'ภทร' อัน
    เหล่าข้าประชาสรร                                  ถวาย
          นอบเศียรเคารวะคุณพระสุนทรขจาย
    ฉ่ำเลห์พิรุณราย                                     ละออง
          เย็นชื่นเย็นศิระชาวประชานิกรผอง
    จึ่งมั่นกมลปอง                                      ประนม
          พร้อมอัญเชิญวรไชยไตรสรณคมน์
    เทพชาญวิมานพรหม                              สถิต
           บานบำเทิงพระเถกิงบวรจตุรพิธ
    ตั้งจิตสฤษฏ์ทุก                                     สถาน
          ขอจงทรงพระเจรฺญจรัลชนมวาร
    ยืนยั้งจิรังกาล                                       นิรันดร์ เทอญ
     
     
    เมื่อเช้านี้ได้มีโอกาสไปเฝ้ารับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
    องค์ในหลวงของปวงชนชาวไทย  ในโอกาสทรงออกมหาสมาคมครั้งที่ ๓ ในรัชกาล
    ฉลองวาระที่ทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ ๖๐ ปี  ที่หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม
    ท่ามกลางกลุ่มพสกนิกรชาวไทย  ที่พร้อมกายพร้อมใจมารวมกันยังที่แห่งนี้
    เพื่อแสดงความจงรักภักดีในองค์กษัตริย์ผู้เป็นที่รักของปวงชน
     
    รีบร้อนออกจากศิริราชเมื่อประมาณ ๗ โมงเช้าปลายๆ 
    ออกพร้อมกับเพื่อนอีก ๒ คนด้วยความรนสุดๆ
    เพราะค่อนข้างจะสายเกินไปหน่อย สำหรับผู้ที่หมายจะได้เฝ้ารับเสด็จในแถวหน้า
    นั่งรถข้ามสะพานพระราม ๘ ไปได้ไม่ทันไร  เจอตำรวจปิดถนนตรงหน้า
    เลยเป็นอันว่า  ต้องเดินจากสี่แยกสักแห่ง  ตามคลื่นมหาชน "เสื้อเหลือง"
    ไปตามทางอีกไกลทีเดียว
     
    เดินไปถึงซุ้มที่ถนนพระราชดำเนินนอก
    ทีแรกก็คิดว่าคงจะหาโปรเจ็คเตอร์สักแห่งแถวนั้น เพื่อดู
    เพราะมาสายป่านนี้  ไม่หวังว่าจะได้เห็นพระองค์จริงหรอก
    ขอเพียงแต่มารับบรรยากาศ  รับอารมณ์ร่วมในงานสักครั้งในชีวิต
    เท่านี้ก็คงเพียงพอแล้ว
     
    แต่พอเดินผ่านมาถึงซุ้มจริงๆ
    กลับโดนเบียดดันเข้าไปในเต๊นท์ข้างทาง
    แล้วก็ต้องไหลไปตามกลุ่มคนอีกนับร้อยในเต๊นท์นั้น
    ด้วยจุดมุ่งหมายเดียวกัน  ด้วยหัวใจดวงเดียวกัน
    หัวใจที่หวังจะได้ชื่นชมพระบารมีขององค์พระเจ้าอยู่หัว
    ผู้เป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจของชาวไทยทุกคน
    และเพราะการไหลตามฝูงชนครั้งนี้นี่เอง
    ฉันกับเพื่อนจึงได้เคลื่อนเข้าไปใกล้หน้าพระที่นั่งอนันต์สมาคม
    ทีละนิด ทีละน้อย  ค่อยๆกระเถิบไปตามแรง
    จนพ้นออกจากเต๊นท์  ที่บริเวณถัดจากพระบรมรูปทรงม้า
    ก่อนที่จะค่อยๆแทรกขยับเข้าไปใกล้หน้าพระที่นั่งฯ นั้น...
     
    พวกเรายังคงค่อยๆเขยื้อนเข้าใกล้บริเวณหน้าพระที่นั่งฯ
    ลุกบ้าง นั่งบ้าง  เดินหน้าบ้าง ถอยหลังบ้าง
    บางครั้งกลุ่มคนก็เบียดดันเสียจนเซ
    ด้วยแรงของคนที่เนืองแน่นอยู่บริเวณนั้น
    แต่ไม่ได้โกรธอะไรหรอก  เพราะเข้าใจดี
    ว่า ทุกคนก็คงมีความหวังที่ไม่แตกต่างกัน
     
    จนสุดท้ายพวกเราก็ได้เข้าไปใกล้หน้าพระที่นั่งฯ
    ห่างจากแถวแรกไม่เกิน ๑๐ เมตรเท่านั้น
     
    นับว่าเหลือเชื่อเอาการอยู่  สำหรับคนที่มาถึงงานซะ ๘ โมงกว่า...
     
     
    แดดที่ร้อนแรงของแสงอาทิตย์ยามสาย
    หยาดเหงื่อที่ผุดรายอาบกายเป็นสายน้ำ
    ความหิวกระหาย ความเหน็ดเหนื่อย
    กลุ่มคนที่เบียดเสียดเอียดอึงอยู่ทั่วบริเวณ
    เหล่านี้ไม่ได้ทำให้จิตใจของผู้คน ณ ที่นี้ท้อถอยเลยแม้แต่น้อย
    ทั้งลูกเล็กที่ติดสอยห้อยตามคุณพ่อ คุณแม่
    ทั้งเด็กหนุ่มสาว วัยเรียนรู้  ตลอดจนผู้สูงวัย
    ล้วนแต่ตั้งใจรอคอยรับเสด็จ  ด้วยหน้าตาที่ชื่นมื่นรื่นเริง
    อันเกิดจากความยินดีที่จะได้ชื่นชมพระบารมี
    แม้แดดจะร้อนแรงเพียงไร
    แม้ความเหน็ดเหนื่อยจะรุมเร้า
    แต่รอยยิ้มก็ยังคงประดับอยู่บนใบหน้าของทุกคน
    คลาเคล้าด้วยเสียงพูดจาที่เป็นมิตร
    เหมือนดั่งคนในครอบครัวเดียวกัน
    ฉันได้นั่งอยู่ติดกับคุณป้าคนหนึ่ง  อยู่สักครู่ใหญ่
    คุณป้าก็ชวนฉันคุยอย่างคนที่รู้จักกันมานาน
    ทั้งที่เราเพิ่งจะเคยพบกัน ณ ที่นี้
    แต่เพราะหัวข้อสนทนาของเรานั้นตรงกัน
    คือความรู้สึกที่มีให้กับผู้เป็นดั่งดวงใจ
    ด้วยความจงรักภักดีอย่างสุดจิตสุดใจ
    โดยมิได้ปั้นแต่งหรือกล่าวอ้างเลื่อนลอยแต่อย่างใดเลย
     
    เช่นเดียวกับทุกๆ คนในที่นั้น  ไม่ต่างกัน...
     
     
    แสงแดดยังคงร้อนแรงอยู่อย่างนั้นจนเกือบ ๑๑ โมง
    ท้องฟ้าวันนี้โปร่งเมฆ  แดดจึงยังทวีความร้อนได้เรื่อยๆ
    แต่คนที่มาเฝ้านั้นก็ไม่ได้ลดน้อยหนีหายไปไหน
    กลับค่อยๆเพิ่มมากขึ้น จนล้นถนนราชดำเนินนอก
    เลยออกไปตามเส้นอื่นที่ตัดผ่าน
    เสียงน้องๆ ชั้นมัธยมสวดสรภัญญะ ยังคงดังติดต่อกัน
    ประชาชนยังคงทะยอยกับเข้ามา
    ที่มีร่มก็กางร่ม  ที่ไม่มีก็เอาพัดบ้าง หมวกบ้าง หนังสือพิมพ์บ้าง บังแดดกันไป
    มองเห็นภาพจากมอนิเตอร์ฝั่งตรงข้าม  กวาดไปตามฝูงชน
    เห็นแล้วก็ตกใจ  เพราะผู้คนนั้นมากมายเหลือเกิน
    ท่ามกลางพสกนิกรที่สวมเสื้อเหลืองกันมา
    ถ้าให้ประมาณ ก็นับว่าเป็นหมื่น หรือแสน หรืออาจเกินกว่านั้นก็เป็นได้
     
    สักประมาณ ๑๑ โมงกว่าๆได้
    ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเสร็จพิธีทางศาสนา
    และทรงชุดครุยทองฉลองพระองค์เต็มยศ
    เสด็จออกที่สีหบัญชร ให้ประชาชนได้ชื่นชมพระบารมี
     
    เป็นเรื่องที่คล้ายจะเหนือความคาดฝัน เกินกว่าคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์
    และหากจะเป็นความบังเอิญ ก็เรียกว่าบังเอิญอย่างเหลือเชื่อ
    ท่ามกลางแดดยามเพลที่ร้อนจัด  แผดเกรียม
    ครั้นพอพระองค์เสด็จออกยังสีหบัญชรนั้นแล้ว
    เมฆก้อนใหญ่ก็เข้าบดบังบริเวณนั้น ให้แดดร่มลงทันที
    สายลมเอื่อยเย็นโชยมา คลายความอ่อนล้าไปจนหมดสิ้น
    นกฝูงหนึ่งบินมาวนล้อมอยู่เหนือพระที่นั่งฯ อย่างนั้นไม่ไปไหนเลย
     
    พร้อมกับความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นพร้อมกัน
    เหล่าพสกนิกรที่มาเฝ้ารับเสด็จนั้น ต่างลุกยืน ยืดตัว เขย่งเท้า
    ชะเง้อมองไปยังจุดรวมสายตาจุดเดียวกัน
    นั่นคือจุดที่พระองค์ทรงประทับอยู่ เพื่อชื่นชมพระบารมี
    เสียงคนไชโยโห่ร้อง  เสียงกล่าวซ้อง 'ทรงพระเจริญ'
    ดังอื้ออึงกึกก้องไปทั่วบริเวณ ซ้ำแล้วซ้ำอีก
    เพื่อแสดงถึงความรู้สึกภายในใจที่มีร่วมกันของทุกคน
     
     
    หลังจากที่พระองค์ทรงรับคำกล่าวรายงาน
    ได้ทรงมีพระราชดำรัชแก่พสกนิกรชาวไทย
    จบแล้วทรงประทับยืน เคียงข้างสมเด็จพระราชินีนาถ
    ทรงโบกพระหัตถ์ให้กับพสกนิกรที่เฝ้าแหนกันอยู่ ณ ที่นั้น
    ท่ามกลางเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีดังขึ้น ตามด้วยเสียงไชโย
    และคำกล่าว ทรงพระเจริญ ดังขึ้นเป็นคลื่นติดต่อกัน
    จากดวงใจของพสกนิกรเบื้องหน้าพระพักตร์ กว่าแสน
    ภาพธงเหลือง ธงไตรรงค์ปลิวสบัดไปทั่วบริเวณ
    รอยยิ้มบนใบหน้า  น้ำตาแห่งความปิติยินดีหลั่งรินไหล
    ด้วยความปลื้มใจที่ได้มีโอกาสชื่นชมพระบารมี
    อย่างที่ไม่สามารถจะเห็นที่ไหนได้อีกแล้วในโลกใบนี้...
     
    ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน...
     
     
    ครั้งหนึ่ง
    สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เคยตรัสว่า
     
    "...ในหลวงทรงเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของความเป็นชาติไทย
    ทรงเป็นทุกลมหายใจของปวงประชาราษฎร
    ผู้ใดมีความกตัญญูรู้คุณท่าน
    ผู้นั้นจะประสบความสุขความเจริญ..."
     
     
    June 04

    สีน้ำมัน

    หายหน้าไปหลายวัน ไม่ได้มาที่สเปซสักเท่าไหร่
    ปล่อยให้พื้นที่นี้ได้นอนพักอย่างสบายใจ  ไม่มีใครรบกวน...
     
    เพราะช่วงนี้ใกล้สอบเข้าไปทุกที
    มีหนังสือวางอยู่ตรงหน้าเป็นกองพะเนิน  รอการอ่าน
    เห็นแล้วก็ชวนให้นึกแปลกใจอยู่ ว่าทำอย่างไรจึงจะอ่านได้หมด
    และแม้จะอ่านได้หมดจริง  คงต้องเหนื่อยทีเดียวที่จะจดจำทุกอย่างในนั้นได้...
     
     
    วันนี้รู้สึกเหนื่อยนิดหน่อย  เป็นอาการล้าจากการนั่งอ่านหนังสือหลายชั่วโมง
    หลังทานข้าวตอนเย็น  เลยแอบแวบไปเดินดูงานนิทรรศการสักหน่อย
    พอดีช่วงนี้มีนิทรรศการศิลปะที่ชั้นล่าง ตึกพระศรีนครินทร์  ศิริราช
    ฉันเองไม่ค่อยมีความรู้ศิลปะสักเท่าไหร่หรอก
    เอาแค่วาดรูปได้นิดหน่อยนี่ก็เป็นบุญแล้ว
    ได้แต่ชอบดูภาพที่เขาวาดเอาไว้แล้ว  ดูแล้วก็ชื่นใจ
    แล้วก็เก็บเอาความงดงามของภาพนั้นมาคิดฝันให้เพลิดเพลินไปอย่างนั้นเอง
     
    ภายในนิทรรศการนั้นมีภาพวาดแสดงอยู่นับร้อยได้
    มีทั้งที่เป็นเรื่องธรรมะ เรื่องของจิตสำนึก จินตนาการ
    รวมถึงภาพที่วาดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ
    มองดูละลานตาไปหมด
    หลากศิลปิน หลากเทคนิค  ทั้งสีน้ำ สีน้ำมัน สีอะคลีลิค
    รวมไปถึงสื่อผสมที่แสดงอารมณ์ของศิลปินได้อย่างชัดเจน ลงตัว
     
    เมื่อตอนที่กำลังเดินดูงานอยู่  พอดีเจอรุ่นพี่คนหนึ่งรู้จักกันทีชมรมอาสา
    พอเจอหน้า  พี่บอกให้หลับตา 
    ฉันก็ทำตามที่พี่บอก  นึกอยู่ในใจว่าพี่จะเล่นอะไรกัน
    พี่คนนั้นจูงฉันไปที่หน้าภาพหนึ่ง ก่อนจะบอกให้ลืมตา
    แล้วก็ถามว่า  ภาพตรงหน้านั้นเป็นรูปอะไร ??
     
    แน่นอนว่าฉันดูภาพนั้นไม่ออกเลย
    สิ่งที่เห็นเป็นเพียงรอยสีน้ำมันที่แต้มไปมาอย่างหวัดๆ
    หลากสีสัน หลายน้ำหนัก ทิ้งรอยฝีแปรงเอาไว้เต็มไปหมด
    มองดูแล้ววุ่นวาย สับสน
    จนไม่สามารถบอกได้เลยละว่า  มันเป็นรูปอะไรกันแน่
     
    ฉันก็บอกพี่ไปอย่างนั้น
    พี่บอกให้ฉันถอยออกจากภาพ  มองดูไกลๆ
    แล้วค่อยๆ คิดดู  ว่าภาพที่ดูหวัดวุ่นนั้น  มีอะไรแฝงอยู่
     
    กลังจากถอยออกมาดู ห่างจากตัวภาพหลายก้าวทีเดียว
    ภาพที่ดูไม่ออกในตอนแรก ก็เริ่มปรากฏเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาทีละนิดๆ
    ร่อยรอยฝีแปรงที่ไม่เรียบร้อย  ค่อยๆ กลมกลืน  นิ่มนวล
    กลายเป็นภาพของฝูงปลาคาร์ฟที่ว่ายวนระรื่นอยู่ในสระ
    อย่างมีชีวิตชีวา...
     
    ฉันนิ่งอึ้งอยู่ตรงนั้น  ในใจนึกทึ่งเจ้าของภาพเป็นกำลัง
    แม้จะรู้ว่าภาพสีน้ำมัน โดยเฉพาะภาพแนว Impressionism
    ปกติต้องดูจากที่ไกลๆ  จึงจะเห็นสิ่งที่ผู้วาดต้องการสื่อออกมา
    แต่พอเจออย่างนี้ก็ตั้งตัวไม่ทันเหมือนกัน...
     
     
    ภาพวาดสีน้ำมัน ก็คงคล้ายกับเรื่องราวในชีวิตของคนเรานี่แหละนะ
    หลายลายเส้น หลากสีสัน  บางครั้งก็มีรอยฝีแปรงแฝงอยู่ทั่วไปหมด
    จะให้ราบรื่นอย่างที่ใจหวังซะทุกอย่าง  คงเป็นไปไม่ได้
    เหมือนอย่างหยดสีที่แห้งกรังเป็นก้อน
    ที่ใครเห็นก็บอกว่าหยาบกร้าน ไม่นุ่มนวล ไม่กลมกลืน
    แต่นั้นก็เพราะเรามองดูภาพนั้นในมุมแคบ  มองใกล้จนเกินไป
    แล้วก็เพ่งคิดไปว่า ภาพที่สวยงามจะต้องเรียบนวลไปทุกปลายเส้นของพู่กัน
     
    แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย...
     
    การมองอะไรรอบตัวภายในกรอบความคิด
    อาจจะเป็นเรื่องดีที่ช่วยให้เราทำสิ่งต่างๆ ได้โดยสะดวก
    เพราะมีแนวทางของอดีตที่ช่วยวางเอาไว้ให้แล้ว
    แต่บางครั้ง  การติดอยู่กับกรอบความคิดก็อาจทำร้ายเราได้เหมือนกัน
    เหมือนอย่างการมองภาพที่ว่านี้
    ถ้าหากเราเพ่งมองเข้าไปใกล้ๆ หวังจะเก็บรายละเอียดของภาพ
    แล้วตีค่าของภาพเพียงแค่ความเฉียบคมของฝีแปรงแล้วละก้อ
    คงเป็นเรื่องที่ผิดไปไกลทีเดียว
    เพราะนอกจากเราจะไม่เห็นความสวยงามของภาพนั้นแล้ว
    เรายังอาจพลาดสิ่งดีๆ ที่ผู้วาดต้องการบอกเราอีกด้วย...
     
    ถ้าเจออะไรที่วุ่นวาย จับต้นชนปลายไม่ถูก
    หากได้ลองถอยออกมาบ้างน่าจะดีขึ้นนะ
    เพราะอย่างน้อยๆ ความวุ่นวายที่เห็นนั้น
    อาจจะเป็นความสวยงามที่เราคาดไปถึงก็เป็นได้...
     
    May 23

    นอนหลับ ?!

    นานๆ ทีฉันจะแอบฟุบหลับกลางชั่วโมงเรียน
    ทั้งที่ไม่ได้เป็นบ่อย เพราะปกติฉันเป็นคนนอนเร็ว ตื่นเช้า
    แต่ช่วงนี้รู้สึกไม่ค่อยสบาย  เป็นไข้นิดหน่อย
    คงเพราะอาการต่อเนื่องมาตั้งแต่งานรับน้อง ๑๓ เข็มที่จุฬาฯ
    ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่แล้ว  นับมาได้เป็นสัปดาห์ยังไม่หายเลย
    ความจริงก็ไม่ได้เป็นบ่อยนักหรอก  แต่พอเป็นสักทีก็เล่นซะงอมไปเลย
     
    ไปหาหมอที่แผนกผู้ป่วยนอก (OPD) อาจารย์ให้ยามาหลายแผง
    เห็นบอกว่าช่วยแก้อาการหวัด  คัดจมูก  ทำให้หายใจโล่ง สบาย
    แต่ผลข้างเคียงเนี่ย...คือจะมีอาการง่วงนิดหน่อย
    และคำว่านิดหน่อยของอาจารย์ ก็ทำให้ฉันฟุบไประหว่างคาบเรียนหลายครั้งเลย...
     
     
     
    มีเพื่อนเคยตั้งคำถามกับฉันว่า...
    "เธอคิดว่าคนเราเนี่ย จะดูน่ารักที่สุดตอนไหน ??"
     
    ฉันเองก็งงๆกับคำถามนั้น  เพราะกำลังคุยเรื่องอื่นอยู่พอดี
    แล้วเธอก็โพล่งถามเรื่องนี้ขึ้นมากระทันหัน...
     
    "เอ...เราก็ไม่รู้เหมือนกันแฮะ  ไม่เคยคิดซะด้วยสิ ??
    สงสัยจะเป็นตอนที่กำลังหลับอยู่ละมั้ง..."
     
    ฉันเผลอตอบไปอย่างนั้น...
    เธอก็ยิ้มๆ แล้วพูดเฉเป็นเรื่องอื่นไป
     
    ถ้าจะถามว่าทำไมฉันถึงตอบไปอย่างนั้น
    ตอนนั้นฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน  หาเหตุผลไม่ได้
    แต่มันรู้สึกตะหงิดๆในใจละว่า...
    เวลาที่ใครสักคนนอนหลับ  มันน่าจะดูน่ารักที่สุดนะ
    มันรู้สึกแค่นั้นจริงๆ แต่จะเพราะอะไรฉันก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน...
     
    จนหลังจากวันนั้นมาหลายวัน  ฉันถึงเพิ่งมารู้เอาความรู้สึกของตัวเอง
    ที่เคยบอกว่าคนเราจะน่ารักที่สุดเมื่อตอนที่นอนหลับนั้น  ไม่ใช่เรื่องผิดเลย
    เพราะเมื่อคิดดูจริงๆเข้าแล้ว...อืม...
     
    ตามปกติแล้วคนเราเวลาที่อยู่ในสังคม  มีคนอยู่รอบข้างมากมาย
    โดยมากแล้วมักจะพยายามฝืนตัวเอง
    หลายคนอาจถึงกับปกปิดความเป็นตัวของตัวเองไม่ให้ใครรู้
    หรือบางครั้งก็เจอกับปัญหามากมายที่ต้องแก้ไข
    มีภาระอีกเยอะแยะที่รับมา และต้องรับจัดการให้หมดไป
    ใบหน้าจึงเคร่งเครียดอยู่ตลอดเวลา
    เคร่งเครียดกับการใช้ชีวิต  เคร่งเครียดกับเรื่องราวที่ต้องเผชิญ
    ความงดงามน่ารักที่ทุกคนมีอยู่บนใบหน้า
    จึงยังคงแอบหลบซ่อนตัวอยู่ที่ริมขอบตา ผิวแก้ม แล้วมุมปากนั้น
    ไม่อาจเผยออกมาให้คนอื่นได้มองเห็นเลย
     
    ผิดกับเวลาที่กำลังนอนหลับ  ต่างกันไกลทีเดียว
    บนใบหน้าที่ปราศจากการบังคับควบคุม
    กับความสุขที่ได้รับ  แทรกซึมเข้าไปถึงจิตใต้สำนึก
    (อืม...อาจจะเว้นให้กับคนที่ฝันร้ายละกัน)
    ดวงตาที่หลับพริ้ม  แก้มที่ผ่อนคลาย
    และมุมปากที่แอบเผยอยิ้มบ้างนิดหน่อย
    ไม่มีการฝืนรั้งความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจ
    ใบหน้านั้นจึงดูงดงามน่ารักกว่าเวลาอื่นเป็นไหนๆ
     
    ฉันคิดอย่างนั้นนะ...
     
     
    ความจริงแล้ว จะว่าเฉพาะเวลานอนหลับก็คงไม่ถูกซะร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก
    ถ้าจะว่าเข้าจริงแล้ว  แค่เพียงใบหน้าที่ผ่อนคลายประดับรอยยิ้ม
    ไม่ต้องทนเหนื่อยหนักบึ้งตึงกับสิ่งรอบข้าง
    มีความสุขกับเรื่องราวทุกอย่างที่ได้เจอ
    เท่านี้ฉันก็รู้สึกว่า  มันเป็นเวลาที่คนเราดูน่ารักที่สุดแล้วล่ะ
     
     
    แต่เอาเป็นว่า  ยังไงเวลานอนหลับมันก็ยังน่ารักอยู่เหมือนเดิมแหละ
     
    ว่าไหม ???
     
     
    May 15

    น้องเอย...น้องรัก...

    เมื่อวานนี้ได้มีโอกาสไปร่วมงานรับน้อง ๑๓ เข็ม
    เป็นงานรับน้องที่จัดขึ้นโดยสถาบันแพทย์ทั่วประเทศไทย
    ในนามสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแพทย์แห่งประเทศไทย
    รวมทั้งสิ้น ๑๓ สถาบันด้วยกัน
     
    ทั้งๆที่ตัวฉันเองก็มีอาการไข้อยู่นิดหน่อย
    แต่ยังฝืนสังขารไปร่วมแจมกับเขาอีก
    นี่แหละนะ  ใครบางคนถึงชอบว่าฉันว่าไม่รู้จักดูแลตัวเอง...
     
     
    ช่วงเช้า  รถออกจากศิริราชตั้งแต่เจ็ดโมง  ยังไม่ทันจะตื่นดีเลย
    งัวเงียๆอยู่ในรถสักพักก็มาถึงที่จุฬาฯซะแล้ว...
    ได้เห็นหน้าน้องๆที่มาเข้าแถวลงทะเบียน
    หลากหลายคน  หลากหลายกลุ่ม
    บางคนมาตัวคนเดียว  แต่บางคนก็เกาะกลุ่มกันมาเป็นกลุ่มใหญ่
    พูดคุยกันบ้าง  ตะโกนทักทายกันบ้าง
    บางคนไม่ได้เห็นหน้ากันมาเป็นเดือน  ก็หยุดคุยกันอย่างถูกคอ
    เสียงดังไปทั่วบริเวณเลย...
     
    แต่ไม่ว่าใครจะเป็นอย่างไร  จะพูดคุยเรื่องใด
    จะร้องเรียกทักทายกันดังเพียงไรก็ตาม
    ทุกคน ณ ที่นี้ก็มีสิ่งร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง
    นั่นคือ "รอยยิ้ม" ที่ประดับอยู่บนใบหน้าอย่างบริสุทธิ์ใจ...
     
    รอยยิ้มนั้นเป็นรอยยิ้มที่บ่งบอกถึงความสุข
    บ่งบอกถึงหลักประกันที่สำคัญของชีวิต
    ว่า ณ วันนี้  ชีวิตของพวกเขาได้ผ่านเหตุการณ์อันเหนื่อยหนักมาแล้ว
    และพร้อมที่จะก้าวต่อไป  สู่เส้นทางที่กว้างใหญ่และยาวไกลยิ่งกว่าเดิม
     
    ฉันได้เห็นหน้าน้องๆแต่ละคนแล้วก็อดยิ้มให้กับตัวเองไม่ได้
    เพราะความรู้สึกของตัวเองที่เคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว
    ย่อมรู้ดีว่า  กว่าจะเดินมาจนถึงวันนี้  และกว่าจะได้มายืนอยู่ ณ จุดนี้
    มันต้องใช้ความอดทนมากเพียงไร  กว่าจะผ่านมันมาได้
    แม้ว่าหนทางข้างหน้าจะยังอีกยาวไกล 
    และยังไม่รู้เลยว่าเมื่อไรจะถึงปลายทาง
    แต่การได้ผ่านอุปสรรคอะไรสักอย่างมาแล้ว
    มันย่อมทำให้ได้รู้ว่า  อย่างน้อยเราก็แกร่งพอที่จะเผชิญกับปัญหานั้นได้
    และพร้อมจะยินดีเสมอ  หากได้รู้ว่า
    ยังมีอีกหลายคนก็ผ่านอุปสรรคนั้นมาได้เช่นเดียวกัน...
     
     
    ความสนุกสนานเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเก้าโมงเช้า
    พี่ๆได้ทำความรู้จักกับรุ่นน้อง
    น้องๆ ได้ร่วมกันเล่นเกมกับรุ่นพี่
    พร้อมกับรอยความสุขที่แต่งแต้มอยู่บนใบหน้าของทุกคน
     
    แต่เหมือนกับฟ้าจะเล่นตลกกับพวกเรา
    เมื่อพอสายสักหน่อย  ฟ้าที่เคยสดใสกลับมัวหมอง
    เมฆคลึ้มค่อยๆเคลื่อยตัวลงครอบคลุมผืนฟ้า
    ก่อนจะปล่อยห่าฝนใหญ่กระหนึ่งลงมา
     
    พวกเราจึงต้องเข้าไปหลบที่ใต้ถุนอาคารคณะวิทยาศาสตร์
    ให้น้องนั่งรวมกันเป็นกลุ่มเพื่อหลบฝน
    ส่วนพี่ๆ ยืนล้อม...เพื่อบังปอยฝนที่พัดสาดเขามา  ไม่ให้โดนตัวน้อง
    เพราะไม่อยากให้น้องรักต้องมาเป็นหวัดในวันนี้
    แม้ว่ารุ่นพี่จะฉ่ำฝนไปตามๆกันก็ตาม...
     
     
    มีใครหลายคนชอบมองว่างานรับน้องเป็นเรื่องที่ป่าเถื่อน รุนแรง
    บอกว่าพี่ๆ ชอบใช้โอกาสนี้วางอำนาจใส่น้อง
    นั่นอาจเป็นความจริง แต่เป็นเพียงความจริงส่วนน้อยเท่านั้น
    จะเปรียบเทียบกับความจริงที่ดีในส่วนที่เหลือไม่ได้เลย...
     
    ก็ไม่รู้ว่าคนอื่นๆเขาจะคิดอย่างไรเหมือนกัน
     
     
     
    ตกเย็นกลับมา...ฉันต้องหายากินซะยกใหญ่
    เพราะโดนหวัดมันเล่นงานเข้าตะเต็มเปาเลย...เฮ้อ...
     
    May 11

    เราลืมอะไรไปหรือเปล่า ??

    นานแล้วเหมือนกันนะ  เมื่อนึกถึงตอนเรียนอยู่ชั้นอนุบาล

    มานั่งคิดดูแล้วยังเหมือนเมื่อวานนี้เอง

    ที่ฉันกับเพื่อนวิ่งหนีคุณครูประจำชั้น  แล้วไปแอบหลบอยู่ที่ข้างมุมตึก 

    หลังจากที่ทานข้างกลางวันเสร็จเรียบร้อยแล้ว

    เหตุผลก็เพราะไม่อยากจะนอนกลางวัน  อยากจะวิ่งเล่นให้หนำใจซะมากกว่า

    ประมาณว่าพลังงานจากข้าวที่ทานเข้าไปคงจะมากเกินไป

    เลยต้องหาทางระบายออกไปบ้าง  ไม่งั้นคงจุกตาย

     

    ภายในโรงเรียนที่กว้างใหญ่  กับสนามดินกว้างขวางหลังโรงเรียน

    และมุมตึกที่คิดว่ามิดชิดที่สุดแล้ว   แต่...

    สุดท้ายก็ยังไม่วายถูกคุณจับได้ทั้งสองคน 

    พร้อมทั้งเจอไม่เรียวกันคนละที  ตามระเบียบ

     

    ในขณะที่กำลังนั่งเพ้อถึงบรรยากาศตอนเด็ก

    ตามนิสัยของคนชอบเพ้อฝัน ออกจะเพ้อมากเอาการอยู่นะ

    หลายภาพที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิต  ก็ค่อยๆผุดขึ้นมาทีละภาพ

    บางภาพก็ดูเลือนรางสมกับเวลาที่ผ่านมาหลายปี 

    จะมองอะไรก็แทบไม่เห็นเอาซะเลย

    แต่บางภาพกลับแจ่มชัดเหมือนกับเพิ่งจะผ่านเหตุการณ์นั้นมาไม่กี่วัน

    ฉันยืนอยู่ตรงนั้น  เพื่อนยืนอยู่ตรงนี้  เราพูดคุยหยอกล้อเล่นกันอย่างนั้นอย่างนี้

    ความรู้สึกที่สดใส  ไร้เดียงสาตามประสาเด็ก

    ความคิด  จินตนาการที่เคยมีในตอนนั้น

    เหมือนจะย้อนกลับมาย้ำเตือนอีกครั้ง...

     

     

    วันเดือนปีที่หยาบกร้าน...

    คอยขีดเส้นทางเดินชีวิตของเราให้ดำเนินผ่านไปทุกวัน

    ในขณะที่เราเชื่อกันว่าเวลาคือยารักษาแผลใจที่ดีที่สุด

    เพราะมันช่วยให้เราลืมเหตุการณ์ที่ร้ายๆ ที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตของเราได้...

    แต่ในขณะเดียวกัน  ในมุมที่ตรงกันข้าม  ด้วยเส้นขีดเดียวกันนี้

    เวลามันก็พร้อมที่จะทำให้เราลืมเลือนสิ่งดีๆที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตของเราได้เหมือนกัน

     

    ความร่าเริง  ความใสซื่อบริสุทธิ์  แววตาที่ไร้เดียงสา

    กับจินตนาการที่ไม่จำกัดกรอบ  อย่างที่เราพบได้ในตัวเด็กทุกคน

    เป็นสิ่งที่เราเคยมี  เคยสนุกกับมันเมื่อวัยเด็ก (อาจจะนานมาแล้ว...)

    ค่อยๆถูกลืมเลือนและจางหายไปจากจิตใจของเราทีละนิด

    วันเวลาที่เคยผ่าน  พร้อมกับประสบการณ์อย่างผู้ใหญ่ที่ค่อยๆเติมเข้ามา

    บรรยากาศชีวิตภายใต้กรอบ  กับการทดสอบที่หนักหน่วงของสังคม

    ค่อยๆหลอมจิตใจของเด็กให้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่

    เปลี่ยนแววตาที่เคยไร้เดียงสา  ให้แกร่งกล้าขึ้นกว่าเดิม

     

    จนฉันเริ่มสงสัยเสียแล้วล่ะ  ว่าพวกเราลืมอะไรไปหรือเปล่า ???

     

    ในขณะที่เรากำลังต่อสู้อยู่บนโลกปัจจุบัน

    โลกที่เราตั้งกฎว่า  ใครแพ้ต้องออกจากเกม

    มันทำให้เราลืมความรู้สึกดีๆในวัยเด็กของเราไปหรือเปล่า  ???

    ความรู้สึกต่อโลกที่กว้างใหญ่ สวยงาม น่าหลงใหล

    โลกที่เต็มไปด้วยความสดใส สนุกสนาน ร่าเริง...

     

    เป็นไปได้ไหมที่เราจะเอาความรู้สึกนั้นกลับคืนมา

    เอาความรู้สึกดีๆที่เราเคยมีต่อโลก  อย่างที่เราหลงลืมมันไปแล้วนั้น

    กลับคืนมาในใจของเราอีกครั้ง  เหมือนอย่างเดิม

     

     

    บางครั้ง   ในขณะที่ฉันกำลังวุ่นอยู่กับปัญหา

    กำลังสับสนกับโลกที่ต้องเผชิญ จนถึงกับท้อถอย

    และอีกหลายครั้งที่ฉันหวั่นไหวกับวันเวลาที่กำลังจะผ่านเข้ามา

    ฉันมักจะนั่งลงที่โต๊ะเขียนหนังสือ  หยิบเอารูปเก่าๆขึ้นมาดู

    แล้วปล่อยใจให้ล่องลอยกลับไปในวันวาน...

    รอให้ความรู้สึก ความหวังและความตั้งใจอย่างที่เคยมี...

    มันผุดขึ้นมาทีละภาพ  ทีละนิด ทีละน้อย...จนชัดเจน

     

    แม้มันจะดูไร้สาระและอ่อนหัดอยู่บ้าง 

    แต่ความรู้สึกดีๆที่เคยมีนี่แหละ

    จะกลับมาเป็นกำลังใจให้ฉันต่อสู้กับโลกที่วุ่นวายนี้ต่อไป...

     

     

    May 03

    ประดับดวงใจ

    ประดับด้วยดวงใจ

     

    เมื่อช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา  ได้อ่านบทความเรื่องหนึ่ง

    เป็นบทความภาษาละตินง่ายๆ

    ความจริงก็เพื่อฟื้นความรู้ภาษาที่มีอยู่น้อยนิดกลับคืนมา

    เพราะกลัวว่าถ้าไม่ได้ใช้เลย สิ่งที่มีอยู่แล้วก็จะเลือนหายไป

    และถ้าจะต่อเติมเพิ่มใหม่  มันก็จะต่อไม่ติดเลย

     

    เพราะตั้งแต่เข้าเรียนคณะนี้  มาจนเดี๋ยวนี้ก็จวบปี ๓

    ความรู้เดิมที่ไม่ได้ใช้มันก็สลายตัวเองไปจากหัวสมองซะเยอะแล้ว

    คงเป็นกฎธรรมชาติละมั้ง  ฉันว่านะ...

    สิ่งที่ไม่ได้ใช้  มักจะสูญเสียความสามารถของตนไป  ทีละนิดๆ

    และสุดท้าย  มันจะอ่อนแอจนอยู่ไม่ได้  แล้วก็ฝ่อไปในที่สุด

     

    ทั้งๆที่ไม่ได้คิดจะเสาะหาความหมายอะไรจากบทความที่อ่าน

    แต่ใจมันก็อดที่จะคิดต่อเติมไปไม่ได้

    ใจของคนเรามันก็เป็นอย่างนี้แหละ

    ชอบที่จะคิดจะฝันอะไรไปเรื่อย  ไม่เคยหยุดนิ่ง

    ทั้งที่ในตอนเริ่มแรก  คนเขียนอาจจะไม่ได้คิดอะไรเลย

    แต่พอกลายมาเป็นคนอ่าน เป็นอีกฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับคนเขียน

    กลับได้อะไรมากมาย  จากเรื่องที่คนเขียนไม่ได้คิดอะไรเลย...

     

    บทความที่ว่านี้เป็นเรื่องของผู้หญิงละตินคลาสสิก ๒ คน

    คนหนึ่งชื่อ คอร์เนเลีย,  อีกคนชื่อ กัมปาน่า

     

    กัมปาน่าเป็นหญิงร่ำรวย  หน้าตาสะสวยกว่าหญิงทุกคนในระแวกนั้น

    เพราะเหตุผลทั้งสองอย่างนั้นเอง  ทำให้เธอติดนิสัยเย่อหยิ่ง  ไว้ยศ

    และมักพูดจาโอ้อวดความงาม  อวดทรัพย์สมบัติของเธอต่อคนอื่นๆอยู่เสมอ

    เธอจะมีความสุขมาก  หากคนอื่นๆชื่นชมเธอ  เหมือนอย่างที่เธอชื่นชมตัวเธอเอง

     

    มีอยู่คราวหนึ่ง  เธอกำลังพูดคุยอยู่กับคอร์เนเลียซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของเธอ

    พูดกันไปหลายเรื่อง  พลันเธอก็วกเข้าเรื่องที่เธอเคยชิน

     

    “Habēsne tū ūlla ōrnāmenta, Cornēlia ?” Inquit.

    “Ubi sunt tua ōrnāmenta ?”

    เธอมีเครื่องประดับบ้างไหมล่ะ, คอร์เนเลีย ?เธอถามขึ้นกระทันหัน

    ไหนล่ะ เครื่องประดับของเธอ ?

     

    คอร์เนเลียอึ้งไปอยู่ชั่วครู่  เธอคงจะรู้สึกอึดอัดกับคำถามของเพื่อนบ้าน

    แต่แทนคำตอบ  คอร์เนเลียกลับเรียกลูกชายทั้งสองคนของเธอออกมาแทน

     

    “Puerī meī,” inquit, “sunt mea ōrnāmenta.”

    “Nam bonī līberī sunt semper bonae fēminae ōrnāmenta maximē clāra.”…

    ลูกทั้งสองคนนี้...,” คอร์เนเลียตอบ, “คือเครื่องประดับของฉัน

    อันที่จริง ลูกที่ดี ย่อมเป็นเครื่องประดับอันล้ำค่าของผู้หญิง เหนือกว่าสิ่งใดทั้งหมด

     

    บทสนทนาของทั้งสองคน ยุติเรื่องลงเพียงเท่านั้น...

     

     

    จะว่าไปแล้ว  ในสายตาของคนทั่วไป

    ไม่ว่าจะเป็นกัมปาน่าในโลกโบราณ

    หรือจะเป็นผู้คนที่กำลังเดินย่ำพื้นอยู่ในโลกปัจจุบัน

    ก็ล้วนแต่มีความคิดเห็นต่อสิ่งรอบตัวที่คล้ายกัน

    เหมือนกับเป็นรูปแบบ  ที่โลกกำหนดเอาไว้แล้ว

    อย่างที่นักพันธุศาสตร์มักจะอ้างว่า  มันเป็น “Determination” ของยีน

    แล้วเราก็ได้แต่เดินตามทางของมันไป  ตามที่โลกอยากให้เราเป็น

    แม้แต่ความคิด  ที่เรามักจะอ้างว่าเป็นสิ่งที่เรากำหนดได้เองก็ตาม

     

    อย่างในเรื่องของกัมปาน่านี้

    ในตอนนี้  อาจจะมีหลายคนที่คิดตรงกับเธอก็ได้

    (ก็ไม่รู้ว่าจะมีมากหรือว่าน้อยน่ะนะ)

    ว่า เครื่องประดับอันล้ำค่า  ที่จะหาได้ในโลก

    ย่อมหมายถึงเครื่องทอง  อัญมณี  หรือเพชรพลอยอันงดงาม

    ผ่านการสลักเสลา เจียรนัยอย่างปราณีต

    และกำหนดค่าด้วยราคาสูง  ยากเกินกว่าที่จะเอื้อมถึง

    ใครมี ใครได้  ย่อมแสดงออกถึงความร่ำรวย มีฐานะ

    ความมีเงินมีทอง  ที่สามารถซื้อได้แม้แต่ดวงวิญญาณ

    ส่วนใครที่ไม่มี  ก็ต้องด้อยกว่า...

     

    ก็ไม่แปลกหรอกที่จะมีใครคิดอย่างนั้น

    เพราะอย่างที่บอก  บางครั้งโลกมันก็บังคับความคิดให้เป็นอย่างนั้นได้

    แม้ในอุดมคติ  จะไม่มีใครที่อยากคิดอย่างนั้นก็ตาม

    แต่มันก็คงยากที่จะอดกลั้นได้  ถ้าใจใม่มั่นคงพอ

    ว่า สิ่งใดที่หามาได้ยาก  ก็ย่อมคิดกันไปละว่า  เป็นสิ่งที่มีค่ามากไปด้วย

    แต่ที่พลาดไปก็คือ  เครื่องประดับที่มีคุณค่าแท้จริงนั้น

    ไม่ได้อยู่ที่ความล้ำค่าของของนั้นเลย

     

    ความงดงามของเพชรนิลจินดาที่ส่องประกาย

    เครื่องประดับราคาแพงเหล่านั้น  มันอาจจะหาคุณค่าไม่ได้เลยก็ได้

    เพราะสุดท้ายมันก็เป็นเพียงแค่สิ่งของที่คนอุปโลกน์คุณค่าของมันขึ้นมา

    เหมือนอย่างที่อดัม สมิธได้ตั้งเป็นกฎทองของเศรษฐศาสตร์เอาไว้...

     

    เมื่ออุปสงค์สูง  แต่อุปทานต่ำ  สินค้านั้นก็จะมีค่ามากขึ้น

    แต่เมื่อใดก็ตามที่อุปทานเพิ่มขึ้นจนมากเกินไป

    สินค้านั้นก็ด้อยค่าลงทันที...

     

    สิ่งนี้ต่างจากคุณค่าที่เกิดขึ้นจากจิตใจของคน  ว่าไหม ??

    คอร์เนเลียอาจไม่มีเครื่องประดับที่หรูหราราคาแพงอย่างกัมปาน่า

    แต่สิ่งที่เธอมีนั้นมีค่ามากกว่าสิ่งที่กัมปาน่ามีหลายเท่าตัว

    เพราะเธอมีความรักที่งดงามในจิตใจ  และพร้อมที่จะให้ลูกทั้งสองของเธอ

    และลูกทั้งสองนั้น ก็พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างเธอตลอดเวลา...

     

    ความรักจึงเป็นเครื่องประดับที่มีค่ายิ่งกว่าแก้วแหวนใดๆ

    มันอาจเป็นสิ่งที่มีราคาสูง  จนบางคนยอมใช้เงินที่มีทั้งหมดให้กับมัน

    ยอมใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อเสาะหามันมาประดับร่างกาย

    แต่มันก็เป็นสิ่งที่เรามอบให้แก่กันได้  โดยไม่ต้องคิดเงินตราใดเลย

    ไม่ว่าจะเป็นความรักที่คอร์เนเลียมีต่อลูก

    หรือจะเป็นความรักที่เรามีให้กับคนที่เรารักก็ตาม

    มันย่อมเป็นเครื่องประดับอันงดงามล้ำค่า

    ที่จะอยู่ติดตัว  อยู่ภายในหัวใจของทั้งผู้ให้และผู้รับ

    และรับรู้กันได้โดยไม่ต้องเอ่ยคำโอ้อวดอะไรเลย....

     

    ขอเพียงเรามีความรักในจิตใจ  และพร้อมที่จะมอบให้แก่กันและกัน

    นั่นแหละ  คือเครื่องประดับที่งดงามที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยมีมา...

     

     

     อืม...ทั้งหมดนี้ฉันอาจจะคิดไปเองก็ได้...

     

     

     

     

     

    April 28

    ต้องทนอีกเท่าไร..?

     
    มันอัดอั้นตันใจข้างในนี้
    ทับทวีกี่ปัญหาเข้าถาโถม
    ทั้งโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงามาเล้าโลม
    ทั้งทรุดโทรม ทั้งโศกเศร้า ทั้งร้าวราน
     
    จะหันมองทางใดก็ไม่เห็น
    ใครเล่าเป็นเพื่อนกลอยคอยประสาน
    มาสมัครรักใคร่ในดวงมาน
    มาสมานแผลใจให้หายช้ำ
     
    ฤๅสวรรค์บัญชาประดาทุกข์
    ให้โรมรันบั่นบุกรุกกระหน่ำ
    ตีกระหนาบในนอกระรอกซ้ำ
    ระรอกซ้อนย้อนย้ำระกำกรม
     
    ไม่อาจผันผ่านพ้นความหม่นหมอง
    ทนประคองหน้าชื่นใจขื่นขม
    โลกขื่นคาวหนาวเหน็บเจ็บระบม
    เพียงจ่อมจมตมเลนไม่เห็นฟ้า
     
    สู้ฝืนทนฝืนทำแม้ช้ำจิต
    หมายเพียงนิดหนึ่งน้อยเฝ้าคอยหา
    กับความหวังที่ห่างไกล...ไกลลับตา
    ไม่รู้ว่าคราใดจักได้ยล
     
     
    นี่แหละโลก โลกเอ๋ย โลกเหวยโลก !!!
    ซึ้งเพียงโศกซึมซับความสับสน
    มืดมัวหมองข้องขุ่นวุ่นเวียนวน
    จักต้องทนอีกเท่าไร...ไม่รู้เลย...
     
     
     
    ..บางทีความรู้สึกมันก็ชวนให้หลงพร่ำเพ้อไป
    เมื่อชีวิตต้องเจอกับหลายสิ่งหลายอย่าง
    หลากหลายความรู้สึกฟุ้งกระจายอยู่ในจิตใจ
    บางครั้งก็ชวนชื่นใจ  แต่บางครั้งมันก็หนักหนาเหลือเกิน
    มีคนบอกว่า การได้พูดคุยกับใครสักคนอาจช่วยได้
    แต่สำหรับเรื่องบางอย่าง  มันก็พูดลำบากเหมือนกัน
     
    คงได้แต่เพียงระบายความในใจ 
    แล้วรอให้เวลาค่อยๆเลือนความรู้สึกนั้นไป
    อีกไม่นาน  ตะกอนที่ฟุ้งกระจายอยู่ก็คงจมลง
    แล้วนอนนิ่งสงบอยู่ใต้น้ำเหมือนดังเดิม...
     

     
     
    ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วง
    แต่ไม่มีอะไรมากหรอก
    แค่ปวดหัวนิดหน่อยเท่านั้นเอง...
    April 25

    ทุกข์หรือสุข ไม่รู้อะไรมากกว่า...?

     

    ฉันเป็นคนหนึ่งที่ชอบมองอะไรในแบบที่ง่ายๆ สบายๆ

    ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในประสบการณ์ของฉัน

    หากมีทางใดที่จะทำให้ฉันมีความสุขกับชีวิตได้ละก้อ...

    ฉันจะรับมันมาเก็บไว้ในใจเสมอ

    แต่เรื่องใดที่เจ็บปวด โศกเศร้า วุ่นวายใจ

    ฉันจะเลือกเก็ยบมันเอาไว้พอเป็นบทเรียน

    แล้วสิ่งที่เหลือเกินประโยชน์  ก็จะปล่อยมันทิ้งไป

    เพราะไม่มีประโยชน์อะไรเลย...

    ที่จะเก็บเอาของเสียอย่างนั้นมาไว้ในใจที่แสนจะบอบบางของเรา

     

    ความรู้ทันที่เกิดจากการมองโลกในแง่ร้าย

    อาจจะเหมาะสมสำหรับโลกแห่งความหวาดระแวง

    ทำให้รู้จักระมัดระวังตัวเองอยู่เสมอ

    แต่มันจะมีประโยชน์อะไรกันละ ??

    ถ้ารู้จักที่จะระวังตัว  มีความคิดรู้เท่าทันโลก

    แต่ไม่รู้เท่าทันจิตใจของตัวเอง

    และไม่รู้จักที่จะทำให้ตัวเองมีความสุข

     

    ในเนื่องความรักก็เหมือนกัน

    เพื่อนของฉันมักจะค่อนเอาอยู่เสมอ

    ว่า ฉันชอบมองความรักเป็นสิ่งที่สวยงามมากเกินไป

    จนบางครั้งมันดูจะเป็นเรื่องเกินกว่าที่จะเป็นไปได้ในชีวิตจริง

     

    นั่นสินะ !!!

     

    ฉันเองก็ยอมรับ

    เพราะโดยส่วนตัวที่เป็นคนชอบเพ้อฝัน...อาจจะมีอารมณ์ศิลปินมากไปหน่อย

    จนหลายคนบอกว่ามันจะทำให้ฉันเป็นคนอ่อนหัด

    แต่ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรพวกเขาหรอก

    ฉันกลับจะขอบคุณในคำเตือนของพวกเขาด้วยซ้ำ

    เพราะฉันเข้าใจในความหวังดีที่มีให้...

     

    แต่คิดดูอีกที  สำหรับฉันแล้ว...

    บางที การที่ฉันยอมเป็นคนอ่อนหัดอย่างนี้  มันอาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้

    เพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้ฉันมีความสุขในโลกใบนี้

    ไม่ว่าใครจะค่อนว่าอย่างไรก็ตาม

     

    บางครั้ง  การทำตัวอ่อนหัดในโลกที่แข็งกร้าว

    มันอาจจะทำให้เราอ่อนโยน มากกว่าแข็งกระด้างก็ได้

     

     

    เพื่อนสนิทของฉันคนหนึ่ง  แขวะฉันว่า...

    ก็เธอยังไม่รู้จักความรักดีพอนะสิ

    เธอก็คงไม่รู้หรอกว่า...ทุกข์เพราะรักมันเป็นยังไง

    ถ้าเธอได้รู้จักความรักมากขึ้นกว่านี้

    เธออาจจะไม่คิดว่าโลกใบนี้มันสวยงามอย่างที่เธอเคยคิดมาก่อนก็ได้...

    เธอพูดอย่างนั้น...

     

    มันก็จริงของเธอนะ

    ที่ฉันยังไม่รู้จักความรักอย่างละเอียดลออ

    เพราะในตัวของความรักเอง มันก็เป็นความรู้สึกที่มหัศจรรย์เหลือเกิน

    มีหลายมิติที่แอบหลบร้อนซ่อนเร้นอยู่ตามมุมของหัวใจ

    ลำพังตัวฉันเองคงไม่สามารถค้นเจอได้ทุกมุมหรอก

    หากไม่มีใครที่จะนำออกมาให้ได้สัมผัสรับรู้ร่วมกัน

     

    ในชีวิตของคนเรา  อาจพบเจอความรักได้หลายรูแบบ 

    ทั้งในแบบที่เราคิดว่ามันเป็นทุกข์  ขื่นขม อึดอัดใจ

    และในแบบที่เป็นสุข สดใสและสวยงาม

    โดยที่ไม่ใครบอกได้เลย...

    ว่า แท้จริงแล้ว...ความหมายทั้งหมดของคำว่า ความรัก

    มันเป็น ทกข์ หรือว่า สุข มากกว่ากัน...

     

    แต่พอเอาเข้าจริงแล้ว...

    ไม่ว่าความรักจะมีความหายและมุมมองที่หลากหลายเพียงไร

    แต่มันจะมอยู่เพียงไม่กี่มุมมองหรอก

    ที่คนสองคนจะร่วมรับรู้และร่วมรักษามันเอาไว้ได้...

     

    ก็แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น

    เราจะเลือกเก็บเอาความรักในแบบที่เป็นทุกข์

    หรือเก็บเอาความรักในแบบที่เป็นสุขไว้ดีล่ะ ???

    April 06

    อาทิตย์อัสดง

    ...

     

    “Un jour, j'ai vu le soleil se coucher quarante-trois fois !”

    Et un peu plus tard tu ajoutais:

    “Tu sais... quand on est tellement triste on aime les couchers de soleil...”

    “Le jour des quarante-trois fois tu étais donc tellement triste ?”  

    Mais le petit prince ne répondit pas.

     

    ...

     

    ในวันหนึ่งๆ ฉันเห็นอาทิตย์ตกดินตั้ง ๔๓ ครั้งแน่ะ !”

    และอีกครู่หนึ่งต่อมาเขาก็กล่าวเสริมว่า :

    เธอรู้ไหม...ในยามที่แสนเศร้า  คนเราชอบมองดูอาทิตย์ตกดิน...

    ในวันที่เธอดูอาทิตย์ตกดินถึง ๔๓ ครั้ง  เธอคงรู้สึกเศร้ามากสินะ ? 

    แต่เจ้าชายน้อยมิได้ตอบประการใด

     

    ข้อความท้ายบทที่ ๖ เรื่อง Le petit Prince - เจ้าชายน้อย สิ้นสุดลงเพียงเท่านั้น...

    ...

     

    เมื่อตอนเย็นหลายวันก่อนหน้านี้  ฉันยืนอยู่ที่ริมระเบียงชั้น ๑๒

    ทอดมองไกลออกไปบนท้องฟ้าสีแสดนวลสุดสายตา

    คละแทรกด้วยปุยเมฆหม่นเทา 

    เหมือนกับจะสื่อความเศร้าจากส่วนลึกของหัวใจ

    มอบให้กับอาทิตย์ที่กำลังอ่อนแรงและค่อยๆเลือนลับขอบฟ้าไป

     

    อาทิตย์อัสดง...

     

    คนมักจะพูดกันว่า  อาทิตย์ยามอัสดงนั้นเป็นตัวแทนของอารมณ์เศร้า

    จากดวงอาทิตย์ที่สดใสในยามเช้า  แผดเผาในยามเที่ยง

    ร้อนแรงในยามต้นบ่าย  แล้วค่อยผ่อนคลายอ่อนแรงลง

    จนกลายเป็นแสงแสดหม่นบนฟากฟ้า

    อ่อนทั้งแสง  อ่อนทั้งแรงกำลัง

    ก่อนจะมืดดับไปที่หลังปุยเมฆ ณ ปลายขอบฟ้านั้นเอง

     

    ไม่มีอะไรที่จะคงอยู่ตลอดไป

    แม้ดวงอาทิตย์เองก็ตามที...

     

    ชีวิตคนเราก็เหมือนกันนะแหละ

     

    ...บางทีสดใสเหมือนอาทิตย์แรกอรุณ

    อบอุ่นเหมือนแสงทองของวันใหม่

    บางครั้งร้อนเร่าคล้ายเตาไฟ

    เหมือนโดนแดดเกรียมไหม้ในเที่ยงวัน

    แต่ละฉากชีวิตที่ผ่านไป

    มองดูคล้ายๆกับภาพความฝัน

    มีสดใส  มีโศกเศร้า สลับกัน

    ในเวลาแต่ละวันผ่านเข้ามา...

     

    เมื่อผ่านทั้งความสดใส ความร้อนแรง

    ผ่านคุณค่าของชีวิตมาจนครบจบวัน

    ก็ย่อมถึงเวลาแล้ว  ที่แสงสุดท้ายของทิวาวารจะลาลับขอบฟ้า

    แสงที่เคยร้อนก็เริ่มผ่อนเป็นแสงแสดนวล

    แต่แฝงความหม่นเศร้าไว้ภายใน

    ปุยเมฆที่เคยขาวกระจ่างตา  ดุจสำลีที่ล่องลอยบนท้องฟ้า

    กลับค่อยๆหมองคล้ำ  และมืดไปทีละนิดๆ

    ที่ส่องสว่างอยู่นั้น  มีเพียงกำลังสุดท้ายของดวงอาทิตย์

    ที่พยายามจะรักษากำลังของตนเอาไว้

    รักษาแสงสว่างที่ตนเคยส่องให้แก่โลก

    เพื่อรักษาภาระหน้าที่ให้ยืนยาว

    แต่สุดท้าย  แม้ดวงอาทิตย์เองก็หาฝืนกฎของธรรมชาติได้ไม่

    ลำแสงสุดท้ายนั้นจึงเลือนลับขอบฟ้าไป

    ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดและหม่นหมองเท่านั้นเอง...

     

    เพราะเหตุนี้ละกระมัง

    คนจึงมักบอกว่า อาทิตย์อัสดงนั้นเป็นตัวแทนของความเศร้า

    เวลาที่คนเรามีความเศร้าในใจ 

    มักเดินออกไปจากบ้าน  เดินหาทุ่งหญ้าที่สงบ

    สัมผัสสายลมที่เอื่อยเย็น  แล้วนั่งลงทอดสายตามองดูท้องฟ้าสีแสดนวลนั้น

    พลางปล่อยใจ ปล่อยอารมณ์ไปตามดวงอาทิตย์ที่ค่อยๆกำบังตัวเองหลังเส้นขอบฟ้า

    ด้วยความรู้สึกที่คล้ายกับว่า

    ณ ขณะนั้นยังมีดวงอาทิตย์ที่เข้าใจความรู้สึกของเรา

    เรายังมีใครสักคนที่อยู่ข้างๆ เพื่อรับฟังความรู้สึกของเรา  ผ่านทางสายลมแผ่วเบา

    เพราะแสงที่กำลังอ่อนแรงนั้นบอกให้เราได้รู้ว่า  เราไม่ได้เศร้าอยู่เพียงคนเดียว

    อย่างน้อย  ดวงอาทิตย์เองก็กำลังเศร้าอยู่เหมือนกันที่ต้องลาจากโลกนี้ไป...

     

    และเช่นเดียวกัน

    ดวงอาทิตย์ยังได้สอนเรา ด้วยบทเรียนอีกอย่างหนึ่งว่า

    ไม่มีความเศร้าใดๆเลย ที่จะคงอยู่ชั่วนิรันดร์

    ไม่มีความเหงาใดที่คอยเกาะกินจิตใจของเราไปจนตาย

    ทุกอย่างต้องมีวันเปลี่ยนแปลงเสมอ

    เมื่อสุขเปลี่ยนเป็นทุกข์ได้

    ไฉนเลยทุกข์จะเปลี่ยนเป็นสุขบ้างไม่ได้เล่า ???

     

    เหมือนอย่างดวงอาทิตย์นั่นปะไร

    เมื่อดวงอาทิตย์ปล่อยตัวเองให้อ่อนแสงไปพร้อมกับความโศกเศร้าในยามเย็น

    ปล่อยความมืดมิดและหม่นหมองไว้ในตอนกลางคืน

    โลกทั้งโลกเหน็บหนาว  ไหวหวาม  หวาดหวั่น...

    แต่เพียงไม่นานหรอก

    เมื่อโลกตกภายใต้ภวังค์เพียงไม่กี่ชั่วโมง

    ณ ริมขอบฟ้าทางฝั่งตรงข้าม

    แสงสีทองจะค่อยๆแทรกความมืดมิดขึ้นมาทีละน้อยๆ

    จนกระจ่างตา  เปลี่ยนท้องฟ้าที่หม่นครึ้มให้สว่างขึ้นมาอีกครั้ง

    แล้วดวงอาทิตย์จะกลับมาพร้อมกับความสดใสของรุ่งอรุณนั่นเอง...

     

     

    เพลง ขอบคุณที่รักกัน : คลิ้ก

    March 29

    พร่ำเพ้อไร้สาระ

    ช่วงปิดเทอมอย่างนี้  พอหมดงานประจำที่เคยทำก็เหมือนกับชีวิตมันช่างว่างเหลือเกิน
    เพื่อนบางคนหยิบจับเอาหนังสือของชั้น ปี ๓ ขึ้นมาอ่านเตรียมตัวล่วงหน้า
    ถามว่าฉันไม่อ่านบ้างเหรอ ?? 
     
    ไม่ละ !!  เพราะอ่านไปก็ไม่เข้าใจอยู่ดี  คงจะเสียเวลาเปล่าๆแน่
     
    แต่พออยู่ว่างๆ มันก็ไม่ค่อยจะมีอะไรทำสักเท่าไหร่
    ไม่สิ  ต้องพูดว่า ไม่อยากจะทำอะไรมากกว่า...
    นั่งฟุบไปฟุบมาอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ
    แล้วก็เลยหยิบปากกากับกระดาษข้างๆตัวขึ้นมา
    วางตรงหน้า  เขียนอะไรไร้สาระไปตามประสา
    ขีดๆ เขียนๆ  บ้าบอไปเรื่อย
    ก็ยังงงอยู่ว่า  ตัวเองเขียนอะไรลงไป ...??
     
     
                                                                  พร่ำเพ้อไร้สาระ 

                  อารมณ์ยามเปล่าไร้             แรมรัก

    เสมือนหนึ่งแบกโลกหนัก                       เหนื่อยแท้

    ปราศคนบ่นทายทัก                              ถามไถ่

    เหงาเปลี่ยวในใจแม้                              รอบล้อมฝูงชน       

     

                  เออ...เราคนรูปคล้ำ            ดำพักตร์

    ใครเล่าใครจักรัก                                 รูปได้

    จักมีกี่คนนัก                                       ในโลก

    รักใช่เพียงรูปไซร้                                แต่ซึ้งดวงจินต์        

     

                  ยินเพียงเพลงร่ำร้อง            ขับขาน

    รักนั่นคือตำนาน                                เนิ่นช้า

    คนสองมุ่งสองมาน                               สานมั่น

    จึงค่อยปลูกรักกล้า                               เติบกล้ากลางใจ    

     

                  ยังสงสัยอยู่ถ้อย                 ในที

    รักมั่นผูกไมตรี                                     ตระหนักรู้

    เกิดกลางหว่างดวงฤดี                            ดลประจักษ์

    ฤๅแค่เพียงสมองสู้                                สั่งให้จินตนา          

     

                  ตาสบตาจิตรู้                     หรือไร

    ฤๅสบพักตร์พิสมัย                                สวาทแล้ว

    ดวงใจต่อดวงใจ                                   ดลจิต

    ฤๅแค่หลงรูปแพร้ว                               ผ่องแผ้วผิวพรรณ    

     

                  หลงเพียงฝันพร่ำเพ้อ           พึมพำ

    หลงแต่ขีดเขียนคำ                               ครุ่นคลุ้ม

    หลงลอยปล่อยใจนำ                             จึงเหนื่อย

    หลงหวั่นหวังโคลงกลุ้ม                          กล่อมให้คลายเหงา ๚๛

     

     

     

    เอ..แล้วเราเขียนอะไรลงไปละเนี่ย...

    ไร้สาระจริง...

     

    เพลง  คนไม่เข้าตา  : คลิ้ก

     

     

    March 24

    อยากย้อนเวลาอีกครั้ง...?

    คนเรานี่แปลกอย่างหนึ่ง
    คือ ชอบนั่งอยู่คนเดียว  แล้วก็คิดเรื่อยเปื่อยไป
    บางคนก็เพ้อถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้
    หวั่นกลัวอนาคต  หลงติดอยู่กับอดีต
    จนบางครั้ง อยากจะมียานอวกาศย้อนเวลากลับไปในวันวาน
     
    มีคนพูดถึงอยู่เสมอ
    ว่า อยากจะย้อนเวลากลับไปในอดีต
    อยากกลับไปแก้ไขเรื่องที่เคยทำผิดพลาด
    อยากเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ร้ายให้กลายเป็นดี
    พูดทำนองว่า "ถ้าย้อนเวลาได้ ฉันจะ..."
    แล้วก็คิดฝันไปต่างๆนานา  วาดหวังวางแผนเป็นขั้นตอน
    "ถ้าวันนั้นฉันทำอย่างนั้น  วันนี้คงจะดีกว่านี้แน่..."
     
    นักวิทยาศาสตร์ได้เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับการย้อนอดีตเอาไว้
    ว่า คนเราสามารถเดินทางท่องเที่ยวในมิติเวลาได้
    ด้วยวิธีการ ๒ วิธี  ตามการตีความตามสูตรคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน เวียนหัว
     
    วิธีแรกคือ วิ่งให้เร็วกว่าแสง
     และวิธีที่สองคือ เจาะมิติให้เป็นรู แล้วมุดเข้าไปในนั้น
     
    แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว...
     
    แต่ไม่ว่าเราจะย้อนเวลาด้วยวิธีไหนก็ตาม
    สิ่งที่เราต้องเข้าใจอีกอย่างก็คือ เราจะมั่นใจได้อย่างไรละ
    ว่า การที่เรากลับไปในอดีตได้  ไปแก้ไขสิ่งที่ทำผิดพลาดได้
    แล้วผลที่ตามมา จะดีจริงตามที่เราคาดหวังเอาไว้ ???
     
    นั่นนะสิ  เราจะมั่นใจได้อย่างไรกัน ???
     
    เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นผลมาจากอดีต
    อย่างที่พระท่านบอกไว้ว่า "เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด"
    เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างลงตัว (optimal) ท่ามกลางความเป็นปัจจุบัน
    แต่ถ้าเรากลับไปในอดีตได้  อะไรจะเกิดขึ้น ??
     
    อดีตไม่ใช่เพียงแค่นิยายที่เขียนขึ้นอย่างไร้จุดหมาย
    ไม่ใช่ว่าคิดอยากจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนได้ตามใจ
     
    แต่อดีตคือ เหตุของปัจจุบัน
    ถ้าอดีตเปลี่ยน  ปัจจุบันก็เปลี่ยน
    และถ้าปัจจุบันเปลี่ยน  อนาคตจะคงอยู่ได้อย่างไร
    แน่นอนว่าทุกอย่างต้องเปลี่ยนตาม  เปลี่ยนอย่างมีทิศทาง
     
    การเด็ดดอกไม้เพียงหนึ่งดอก  อาจจะทำให้ดาวทั้งดวงสั่นสะเทือนก็ได้
     
    ถ้าหากเราย้อนอดีตได้
    เราอาจกลับไปเปลี่ยนเส้นทางเดินของเรา ไม่ให้โดนหมากัด
    หรือเขียนป้ายห้ามสัตว์เลี้ยงเดินผ่าน
    แต่เป็นไปได้ไหมว่า  การที่เราเปลี่ยนเส้นทางเดินเวลาไปทำงาน
    หรือเพียงแค่เขียนป้ายห้ามสัตว์เลี้ยงผ่านหน้าบ้านเรา
    มันอาจจะทำให้เราพลาดโอกาสที่จะเจอกับคนดีๆ ที่เรารอคอย
    เพราะเธอหรือเขาคนนั้น อาจจะเป็นเจ้าของหมาตัวนั้นก็ได้  จริงไหม ???
     
    อะไรที่คิดว่าเล็กน้อย  อาจจะมีเรื่องใหญ่แอบแฝง
    และเรื่องที่คิดว่าแย่ อาจจะมีข้อดีซ่อนอยู่ก็ได้ 
    เพียงแต่ต้องออกแรงหาสักนิดเท่านั้นเอง
     
    แม้ว่าในอนาคต เราจะสามารถย้อนเวลาได้ตามที่ใจต้องการ
    แต่การปล่อยให้อดีตมันเป็นอดีตอย่างนั้นน่ะ  ดีแล้ว
    ไม่ต้องคิดไปเปลี่ยนมันหรอก 
    ปล่อยให้มันล่วงเลยไปตามทางที่มันเป็นดีกว่า
    แล้วเอาเวลาที่มีอยู่ กลับมาหาปัจจุบัน
    กลับมาหาตัวตน ณ วันนี้ เวลานี้ของเรา
    จัดการกับเมื่อวานของพรุ่งนี้ให้เกิดผลเต็มที่  อย่างที่ใจเราหวัง
    น่าจะมีประโยชน์กว่ามามัวเพ้อถึงวันนี้ของเมื่อวานนะ
     
     
    March 16

    ไม่ได้คาดหวังอะไร

     
    เพื่อนคนหนึ่งของฉัน  ประกาศเลิกกับแฟน
    หลังจากที่คบกันมากว่าปี
    ด้วยเหตุผลที่ว่า "เราไม่เข้าใจกัน"
    ทั้งๆ ที่ในใจ เธอยังคงคิดถึงเขาอยู่
    และปรารถนาจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม
    อยากย้อนเวลาที่ผ่าน  หวนคืนไปในวันวาน
    เมื่อครั้งที่ยังเข้าใจกัน  เธอยังตัดใจจากเขาไม่ลง
     
    เมื่อแรกรัก  ทุกอย่างดูลงตัว
    เหมือนกับว่าสวรรค์สร้างทั้งคู่ให้มาอยู่ร่วมกัน
    เป็นเหมือนหัวใจที่ประกบเข้ากันได้พอดี
    แต่เมื่อเวลาผ่านไป  ทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่คิด
    ความแตกต่างที่เคยเป็นเรื่องน้อยนิด  กลับเด่นชัดขึ้นมา
    และกลายเป็นความไม่เข้าใจกัน  สั่งสมมากขึ้นทุกวัน
    จนสุดท้าย  ประโยคที่เธอต้องยอมรับกับตัวเองคือ...
    "เราไปด้วยกันไม่ได้อีกแล้ว..."
     
    ...ความรักไม่ใช่แค่ความพอใจในสิ่งที่เหมือน
    แต่คือการยอมรับในสิ่งที่แตกต่าง...
     
    เธอเปิดใจกับเพื่อนๆ  ระบายความในใจที่คั่งค้างอยู่ในใจ
    เธอยังคงรัก  และตัดใจจากเขาไม่ขาด
    แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้อีก  เพราะทุกอย่างมันจบลงแล้ว
    ได้แต่ปล่อยให้มันกลายเป็นอดีต
    เป็นบทเรียนชีวิตเล่มโต  ที่เธอจะต้องจดจำมันไปอีกนาน...
     

    มีบางเรื่องที่เธอฝากบอกกับเพื่อนๆ
    เป็นคำขอโทษ  ที่เธอเก็บมันไว้ในใจตลอดมา
    และมันถึงเวลาแล้วที่เธอจะพูดคำนั้น
     
    เธอบอกกับเพื่อนๆว่า
    ตลอดเวลาที่คบอยู่กับแฟนของเธอ
    เธอไม่มีเวลาให้เพื่อนของเธอเลย
    สิ่งที่เธอคิดถึงเป็นอันดับแรก ก็คือเขาคนนั้น
    ไม่ว่าจะไปที่ไหน  ไปทำอะไร เธอจะไปกับแฟนตลอด
    แม้บางครั้ง  เพื่อนมีปัญหา 
    เธอก็ยังปล่อยเพื่อนทิ้งไว้  แล้วไปหาเขาแทน
     
    ทั้งที่ใจจริงอยากช่วยเหลือ
    แต่เพราะความรักที่มีมันบังตา
    ทำให้มองเห็นทุกอย่างผิดเพี้ยนไป...
     
    จน ณ วันนี้  วันที่เธอไม่มีใครอีกแล้ว
    ไม่มีเขาคนนั้นที่คอยห่วงใยดูแลเธอ
    วันที่เธอเสียใจ  ร้องไห้อยู่คนเดียว
    คนที่เข้ามาหาเธอ  มาตบไหล่ปลอบโยน  และคอยเช็ดน้ำตา
    กลับเป็นเพื่อนของเธอ
    เพื่อนที่เธอไม่เคยคิดถึงมาก่อนเลย...
     
    "แฟน คือ คนที่คบหาพร้อมกับความคาดหวัง
    หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ 
    สุดแต่ความคิดของแต่ละคน
    แต่แล้ว  น้อยคนนักที่จะสร้างความรัก
    ได้เหมือนกับที่ตัวเองคาดหวังได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์
     
    แต่...
     
    เพื่อน คือ คนที่เราคบหาโดยไม่ได้คาดหวังอะไร
    ไม่เคยคิดว่าจะมาเจอกัน  แต่ก็มาเจอกัน
    ไม่ได้หวังอะไรจากความรู้จัก
    แต่ ณ วันที่ไม่มีใครในชีวิต
    เพื่อนกลับเป็นคนแรกที่เข้ามาหาเรา"
     
    เธอพูดอย่างนั้น  พร้อมทั้งน้ำตา...
     
     
     
     
    [ขออนุญาตินำเรื่องนี้มาเขียนนะครับ]  
    [เผื่อจะเป็นข้อคิดให้กับผู้อ่านคนอื่นๆได้บ้าง]
     
     
     
     
    March 13

    เดินเล่นในร้านหนังสือ

    ตามปกติฉันเป็นคนชอบอ่านหนังสือ

    แต่ไม่ถึงกับเป็นนักอ่านที่รู้รอบไปหมดทุกอย่างหรอก

    คงเป็นแค่หนอนตัวน้อยๆที่แอบอยู่ตามหน้าหนังสือเท่านั้น

     

    งานอดิเรกอย่างหนึ่งที่ชอบทำ 

    ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ที่เตรียมอุดมศึกษา

    ก็คือการเดินดูหนังสือตามร้าน 

    บางทีก็นั่งอ่านยืนอ่านในร้านนะแหละ

    เพราะปัจจัย  ไม่ค่อยจะมี  แต่อยากอ่านนี่นา

    โดยเฉพาะศูนย์หนังสือจุฬาฯ  ไปบ่อยมาก

    เรียกว่า ๓ ปีที่เตรียมฯนี่ เป็นอีกที่ที่ไปบ่อยที่สุดเลย

    จนเข้ามหาวิยาลัย  ไปอยู่ที่ศาลายา กระทั่งย้ายมาที่วังหลัง

    ความถี่ก็ลดลงกว่าแต่ก่อน  แต่ก็ไม่ถึงกับขาดหาย

     

    ความพิเศษอย่างหนึ่งของร้านหนังสือก็คือ หนังสือแนะนำ

    ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือใหม่  มาแรง  อินเทรนด์

    หรือไม่ก็เป็นหนังสือขายดี  ติดอันดับ top ten ของร้าน

     

    แล้วมันพิเศษยังไง ???

     

    ความพิเศษของหนังสือแนะนำก็คือ

    มันทำหน้าที่เป็นตัวบ่งชี้ความสนใจ (Interesting Indicator) ของคนทั่วไป

    เป็นตัวบอกว่า  เดี๋ยวนี้คนสนใจอ่านหนังสือประเภทไหนกันบ้าง

    แล้วก็จะช่วยบอกเราว่า  เดี๋ยวนี้คนมีความรู้สึกอย่างไร

     

    อย่างเมื่อหลายวันก่อน 

    ไปเดินดูหนังสือที่ร้านนายอินทร์  สาขาน้อมจิตต์ ลาดพร้าว

    เห็นหนังสือแนะนำหลายเล่ม

    เรียกว่าเป็นการเห่อก็ได้มั้ง   เพราะมันมีเยอะเหลือเกิน

     

    ถ้าจะให้ฉันแบ่ง  หนังสือที่ละลานตานั้นแบ่งความนิยมได้ ๓ พวกด้วยกัน

     

    พวกแรก คือ หนังสือประเภทรู้ทัน - ใครสักคนที่มีอิทธิพล

    ทยอยตีพิมพ์ออกมา  โดยดอกเตอร์คนนั้น อาจารย์คนนี้

    ต่อล้อต่อเถียง สืบค้นข้อมูลมาโจมตีกันวุ่นวายไปหมด

    แต่ฉันคงไม่เอาเป็นประเด็นพูดคุยหรอก  เสียหัวเปล่าๆ

     

    พวกที่สอง คือ นิยายรักกุ๊กกิ๊ก โดยเฉพาะที่เรียกกันว่า “Light Novels”

    เรื่องราวโรแมนติกในวัยหนุ่มสาว  ที่กำลังค้นหาความรักให้กับหัวใจ

    วางฉากแฟนตาซี  คล้ายเกมผสมการ์ตูน

    หรือบางทีก็เป็นเรื่องการลาจากพรากรัก  เรียกน้ำตาจากคนอ่าน

    เป็นนิยายแปล  ทั้งจากเกาหลี ญี่ปุ่น

    อ่านแล้วมันก็หวิวๆในใจเหมือนกันนะ

    บางทีเรื่องราวในนิยายอาจจะตรงกับชีวิตของใครบางคนก็ได้

    เหมือนอย่างที่เขาบอกว่า “Life as Novels” ไง

     

    พวกสุดท้าย  เป็นพวกที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างหนาตา

    ก็เป็นที่น่ายินดี และน่าตกใจที่คนหันมาอ่านหนังสือประเภทนี้

    ก็คือ หนังสือประเภทธรรมะ และจิตวิทยาการแก้ปัญหา

    มีทั้ง ธรรมโมโลยี  ธรรมะสบายๆ  ธรรมะเพื่อชีวิตที่ดี

    เป็นอะไรไปความรัก  เหนื่อยนักก็พักหัวใจเสียบ้าง

     

    น่ายินดีที่คนหันมาสนใจเรื่องของธรรมะ 
    เรียนรู้เรื่องของตนเอง  เพื่อที่จะเข้าจิตใจของตนเอง

    แต่การที่มีเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว  ทำให้มันกลายเป็นเรื่องน่าตกใจ

    เพราะมันแสดงว่า  เดี๋ยวนี้คนต้องพึ่งพาหนังสือประเภทนี้มากขึ้นกว่าเดิม

    อาจจะเป็นตัวบอกเราทางอ้อมว่า  เดี๋ยวนี้คนเครียดกับชีวิตมากขึ้นกว่าเดิม...

     

     

     

    บางทีเส้นทางชีวิตที่พวกเรากำลังเดินไป

    อาจจะไม่ใช่เส้นทางที่เหมาะสำหรับเราก็ได้

    แต่เราก็ยังต้องเดินตามทางนั้นต่อไป

    เพียงเพราะมันเป็นเส้นทางที่จะทำให้เราเหมาะสำหรับโลก

    และเป็นเส้นทางที่เราจะอยู่ในโลกได้อย่างภาคภูมิ

    แม้จะรับประกันไม่ได้เลยว่า  เราจะอยู่อย่างมีความสุข...

     

    ความเครียดก็เลยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกวัน

     

    แต่ก็อย่างว่าละ

    เส้นทางที่เดิน  ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางที่เราเลือก

    หรือถูกบังคับให้ต้องเลือกก็ตาม

    สิ่งสำคัญมันอยู่ที่ใจของเรา

    ถ้าใจของเรารับกับมันได้  อย่างเต็มใจ

    พยายามเดินไปอย่างสุดความสามารถ

    อาจจะเหนื่อยบ้าง  หกล้มบ้าง  เจ็บปวดบ้าง

    แต่ถ้าเราเข้าใจความจริงแล้ว   เราก็จะมีความสุขในทุกก้าวที่ก้าวเดิน